สร้างเว็บEngine by iGetWeb.com
Cart รายการสินค้า (0)

Clinical Tracer Highlight: การดูแลผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังในคลินิกโรคเรื้อรัง

โรงพยาบาล

อุบลรัตน์

สาขา

อายุรกรรม

สภาวะทางคลินิก

การพัฒนาคุณภาพการดูแลผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังในคลินิกโรคเรื้อรัง

วันที่

30  ธันวาคม  2557

 

1. บริบท

          โรงพยาบาลอุบลรัตน์  เป็นโรงพยาบาลชุมชนขนาด 30 เตียง  ไม่มีคลินิกโรคไตเรื้อรังเฉพาะ  ผู้ป่วยที่มีภาวะแทรกซ้อนทางไตได้รับการดูแลรักษาร่วมกับคลินิกโรคเบาหวาน ในปี 2556 คณะกรรมการการดูแลผู้ป่วย (PCT) ได้กำหนดนโยบายให้ค้นหาภาวะแทรกซ้อนทางไตในผู้ป่วยเบาหวาน ผลการคัดกรองพบว่า ผู้ป่วยเบาหวานมีอัตราการกรองของไต แบ่งตามระยะของโรคไตเรื้อรังเป็นระยะที่ 3,4,5 เท่ากับ ร้อยละ38.5, 34.6, 19.2 ตามลำดับ  และได้ข้อมูลที่น่าสนใจดังนี้

ทั้งนี้จากการทบทวนเวชระเบียน  พบว่า ผู้ป่วยที่เป็นโรคไตเรื้อรังระยะที่ 3-5 ได้รับการดูแลและการบริหารจัดการไม่เหมาะสมตามแนวทางเวชปฏิบัติสำหรับโรคไตเรื้อรังก่อนการบำบัดทดแทนไต พ.ศ.2552 ดังนี้

  1. ไม่ได้ติดตามระดับการทำงานของไตในเวลาที่เหมาะสม

  2. อัตราส่งปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทาง (อายุรแพทย์โรคไต)

  3. ผู้ป่วยควบคุมความดันโลหิตน้อยกว่า 130/80 มม.ปรอท

  4. การใช้ยาเพื่อชะลอไตเสื่อม

  5. การควบคุมระดับไขมันในเลือด

  6. การให้โภชนบำบัด

  7. การดูแลรักษาภาวะโลหิตจาง

  8. การดูแลรักษาภาวะเลือดเป็นกรด

    2. ประเด็นคุณภาพ

  1. ผู้ป่วย CKD ระยะที่ 3-5 ในคลินิกโรคเรื้อรัง ได้รับการประเมินอย่างเหมาะสม

  2. ผู้ป่วย CKD ระยะที่ 4-5 ในคลินิกโรคเรื้อรังทุกราย ได้รับการส่งต่ออย่างเหมาะสม

  3. ผู้ป่วย CKD ระยะที่ 3-5 ในคลินิกโรคเรื้อรัง ได้รับการดูแลรักษาอย่างเหมาะสม

    3. เป้าหมายการพัฒนา

  1. ผู้ป่วย CKD ระยะที่ 3-5 ในคลินิกโรคเรื้อรังทุกราย ได้รับการประเมินตามแนวทางมาตรฐาน

  2. ผู้ป่วย CKD ระยะที่ 4-5 ในคลินิกโรคเรื้อรังทุกราย ได้รับการส่งต่อพบอายุรแพทย์โรคไต

  3. ผู้ป่วย CKD ระยะที่ 3-5 ในคลินิกโรคเรื้อรังทุกราย ได้รับการแก้ไขปัญหาแทรกซ้อน

     

    4. กระบวนการเพื่อให้ได้คุณภาพ

       4.1. การเข้าถึงและเข้ารับบริการ

              1.  เตรียมข้อมูลเวชระเบียน มีการลงทะเบียนผู้ป่วยโรคไตเรื้อรัง

              2.  บูรณาการเข้ากับคลินิกโรคเรื้อรัง (DM , HT , CKD) พัฒนาทีมดูแลผู้ป่วยคลินิกโรคเรื้อรัง

              3.  คัดแยกผู้ป่วย CKD stage 3-5  ขึ้นทะเบียนโรคไตเรื้อรัง  แบ่งเป็น 2 ระยะ คือ

                       ระยะเริ่มแรก   คัดเลือกผู้ป่วยโดยใช้เกณฑ์ eGFR < 30 mL/min/1.73 m2 (CKD stage 4)

                       ระยะที่สอง   คัดเลือกผู้ป่วยโดยใช้เกณฑ์ eGFR < 60 mL/min/1.73 m2 (CKD stage 3)

              4.  ผู้ป่วย CKD stage 3-5  ติดสติกเกอร์สีแดงเครื่องหมายบวก (      ) ไว้หน้าแฟ้มเวชระเบียนโรคเรื้อรัง เพื่อบ่งชี้ว่ามีภาวะแทรกซ้อนทางไต

     

    4.2. การคัดกรองและประเมินผู้ป่วย

              1. จัดระบบตรวจติดตามผลการรักษาและคัดกรองภาวะแทรกซ้อนทางห้องปฏิบัติการจากการตรวจ

    ประจำปี

              2. กำหนดรูปแบบการประเมินผู้ป่วยทางด้านร่างกาย จิตใจ ครอบครัว(ผู้ดูแลผู้ป่วย) ความรู้ในการดูแลตนเอง การใช้ยาที่ถูกต้องตามคำสั่งแพทย์ การบริโภคอาหารโรคไต

              3. จัดระบบรายงานค่าตรวจทางห้องปฏิบัติการวิกฤต  รายงานผลให้แพทย์ทราบทันที

              4. ส่งตรวจ Film KUB

     

    4.3. การวางแผนดูแลผู้ป่วย

              1.  กำหนดบทบาทของแต่ละสาขาวิชาชีพในการดูแลผู้ป่วยร่วมกัน

              2.  ส่งบุคลากรฝึกอบรมการดูแลผู้ป่วยโรคไตเรื้อรัง และโภชนบำบัดในผู้ป่วยโรคไตเรื้อรัง

              3.  จัดทำแผนการให้ความรู้สุขศึกษารายบุคคล รายกลุ่ม

              4.  ตรวจคัดกรองสุขภาพช่องปากและฟัน  สุขภาพจิต  ภาวะเครียด  ซึมเศร้า

     

    4.4. การดูแลรักษาและการส่งต่อผู้ป่วย

              1. จัดทำ CPG ในการดูแลผู้ป่วยโรคไตเรื้อรัง และปรับปรุงให้ใช้ได้กับบริบทของโรงพยาบาล

              2. คำนวณปริมาณอาหารและพลังงาน  ให้ความรู้โภชนบำบัดในผู้ป่วยแต่ละราย

    3. แนะนำการเตรียมการบำบัดทดแทนไต (RRT) ในผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังระยะที่ 4 เป็นต้นไป พร้อมทั้งบันทึกผลการให้คำแนะนำใน OPD card และให้ข้อมูลเรื่อง RRT ซ้ำทุก 3-6 เดือน

    1. กรณีผู้ป่วยไม่ต้องการ RRT ให้การรักษาแบบประคับประคอง และให้ลงนาม “รับทราบได้รับการแนะนำทำ RRT แล้วแต่ไม่ต้องการ RRT”

  1. ร่วมกับ รพ.ขอนแก่น ในการกำหนดแนวทางในการส่งต่อผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังระยะที่ 4-5 เพื่อ

    เตรียมการบำบัดทดแทนไต (RRT)

              5. นัดตรวจติดตามผลการรักษาที่คลินิกโรคเรื้อรัง

              6. ติดตามเยี่ยมบ้านโดยพยาบาลชุมชน

    5. ผลการพัฒนา

     

เครื่องชี้วัดทางคลินิกเฉพาะโรค

เป้าหมาย

ปี 2554

ปี 2555

ปี 2556

ปี2557

จำนวนของผู้ป่วยโรคเรื้อรังที่ได้รับการประเมินeGFR             (ราย)

 

26

67

1215

1616

จำนวนผู้ป่วย CKD stage  3                               (ราย)

 

10

40

389

239

จำนวนผู้ป่วย CKD stage 4                                (ราย)

 

9

16

64

11

จำนวนผู้ป่วย CKD stage 5 (ระยะสุดท้าย)         (ราย)

 

5

8

13

17

ร้อยละของผู้ป่วย ที่ควบคุม BP ≤  130/80  mmHg

> 60%

6.3

39.2

61.02

66.10

ร้อยละของผู้ป่วย ได้รับ ACEI/ARBs

> 60%

16.2

45.6

43.9

50.00

ร้อยละของผู้ป่วย ที่มีค่า  Hb  ≥ 10 g/dl

> 60%

NA

NA

NA

NA

ร้อยละของผู้ป่วย ที่มีค่า HbA1C  <  7 %

> 60%

3.8

23.9

43.28

69.60

ร้อยละของผู้ป่วย ที่มีค่า LDL  cholesterol <100 mg="" dl="" p="">

> 40%

15.4

19.4

57.11

60.83

ร้อยละของผู้ป่วย ที่มีค่า  serum potassium< 5.5 mEq/L

> 80%

NA

NA

NA

NA

ร้อยละของผู้ป่วยที่มีค่าserum  bicarbonate > 22mEq/L

> 80%

NA

NA

NA

NA

ร้อยละของผู้ป่วย ตรวจ Microalbumin Strip1 ครั้ง/ปี

> 80%

19.2

53.7

72.41

95.05

จำนวนผู้ป่วย CKD stage 5   Admit  ครั้ง/ปี

 

NA

40

42

46

จำนวนผู้ป่วย Admit ด้วย CAPD infection

ครั้ง/ปี

 

NA

2

6

3

          พบอุบัติการณ์ผู้ป่วยทำ CAPD เสียชีวิต 1 ราย ในปี 2554 และอีก 1 ราย ในปี 2556 จากการวิเคราะห์พบว่าผู้ป่วยมี Infected  CAPD และมีภาวะแทรกซ้อนอื่นๆร่วมด้วย

 

6. แผนพัฒนาต่อเนื่อง

          1. จัดระบบการเก็บข้อมูลให้มีความเชื่อมโยงการดูแลทั้งผู้ป่วยนอก ผู้ป่วยใน การส่งต่อจนกลับถึง

    ชุมชน  เพื่อให้สามารถนำมาวิเคราะห์ระบบการดูแลผู้ป่วยได้อย่างต่อเนื่อง

2. พัฒนาคุณภาพการสอนโภชนาบำบัดในผู้ป่วยโรคไตเรื้อรัง

3. จัดทำแผนเพิ่มศักยภาพและสมรรถนะของเจ้าหน้าที่  ในการดูแลผู้ป่วยทำ CAPD ที่อยู่ในชุมชน


Clinical Tracer Highlight  :  การดูแลผู้ป่วยเบาหวาน


โรงพยาบาล

อุบลรัตน์

สาขา

โรคเรื้อรังไม่ติดต่อ

สภาวะทางคลินิก

การดูแลผู้ป่วยเบาหวาน

วันที่

30  ธันวาคม  2557


  1. บริบท

โรงพยาบาลอุบลรัตน์มีผู้ป่วยเบาหวานที่ขึ้นทะเบียน ในปี 2556 ,2557  จำนวน 1566 ,1700 ราย เป็นผู้ป่วยเบาหวานที่ควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดระดับ HbA1C ≤ 7 ร้อยละ 43.42 ,34.77 ได้รับการตรวจคัดกรองภาวะแทรกซ้อนประจำปี (ตา ไต เท้า) ร้อยละ 77.59 ,95.05  ระดับ GFR <60 14="" 52="" 58="" ldl="" 100="" 16="" 60="" 83="" admit="" hypoglycemia="" 3="" 25="" 5="" hyperglycemia="" 10="" 34="" 11="" 41="" p="">


  1. ประเด็นคุณภาพและความเสี่ยงสำคัญ


      2.1  การควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด


      2.2  การตรวจคัดกรองเพื่อค้นหาภาวะแทรกซ้อน


      2.3  การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพ


  1. เป้าหมายการพัฒนา

    1. ผู้ป่วยเบาหวานสามารถควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดโดยระดับ HbA1C < 7

    2. ผู้ป่วยได้รับการป้องกันหรือชะลอการเกิดภาวะแทรกซ้อน

    3. ผู้ป่วยมีการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพได้เหมาะสม

  2. กระบวนการเพื่อให้ได้คุณภาพ


4.1 การเข้าถึงบริการ


      4.1.1  ประชาสัมพันธ์บริการการแพทย์ฉุกเฉิน 1669  เมื่อมีเหตุฉุกเฉินให้ญาติหรือผู้ป่วยใช้บริการ  ได้ทั้งโรงพยาบาลอุบลรัตน์และหน่วยกู้ชีพตำบล ครอบคลุมทุกพื้นที่


      1. ประสานงานกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเพื่อจัดรถรับ-ส่งผู้ป่วยที่นัดเข้ากลุ่มราย


             หมู่บ้านเช่น ตำบลศรีสุขสำราญที่มีพื้นที่ห่างไกลจากโรงพยาบาล


      1. จัดบริการตรวจรักษาและจ่ายยาให้ผู้ป่วยในชุมชนและส่งต่อผู้ป่วยให้ไปรับการตรวจ

        รักษาที่โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลใกล้บ้าน

      2.  เพิ่มช่องทางในการติดต่อประสานงานระหว่างผู้ป่วยและผู้ให้บริการ ผ่านทางเครือข่าย อสม. เจ้าหน้าที่สาธารณสุขประจำหมู่บ้านหรือผู้ประสานงาน ตำบล

      3. มีระบบการนัดหมายเป็นรายหมู่บ้าน รายตำบลเพื่อความสะดวกของผู้ป่วยในการเดิน

        ทางมารับบริการที่โรงพยาบาล และผู้ป่วยได้รับการดูแลช่วยเหลือซึ่งกันและกัน

    1. การคัดกรองและการประเมิน


                  4.2.1  ทำรายการ ที่ต้องประเมินรายเดือน รายปีติดไว้ที่แฟ้มผู้ป่วย


            4.2.2  ประเมินปัญหา Hypoglycemiaและ Hyperglycemiaทุกครั้งที่มารับบริการ เพื่อหาสาเหตุแนวทางแก้ไขและป้องกันความรุนแรง


                    4.2.3  ตรวจคัดกรองภาวะแทรกซ้อน อย่างน้อยปีละ1 ครั้ง


         4.3การตรวจวินิจฉัย


                  4.3.1   เจาะเลือด FBS ผู้ป่วยเบาหวานที่มารับบริการที่หน่วยงานทุกราย


                  4.3.2 ผู้ป่วยเบาหวานที่นัดมาเข้ากลุ่มได้รับการตรวจคัดกรองภาวะแทรกซ้อนประจำปี โดยการ ตรวจเลือด  ตรวจปัสสาวะ  ตรวจจอประสาทตา ตรวจเท้า ตรวจฟัน


    1. การดูแลรักษาและการส่งต่อ


      1. มีทีมสหสาขาวิชาชีพให้การดูแลรักษาผู้ป่วยเบาหวาน

      2.  มีแนวทางการดูแลรักษาผู้ป่วยเบาหวาน ( CPG )  , CPG  stroke , MI  FAST tract

      3. ประเมินการรับรู้ของผู้ป่วย  การดูแลตนเอง และพฤติกรรมสุขภาพ

      4. มีกระบวนการแลกเปลี่ยนเรียนรู้รายกลุ่ม ในการดูแลเท้า นวดเท้า ในหน่วยบริการ

      5. มีกระบวนการแลกเปลี่ยนเรียนรู้รายกลุ่มและสาธิตการทำอาหารสุขภาพ

        4.4.6     มีกระบวนการแลกเปลี่ยนเรียนรู้รายกลุ่มในวันที่ออกให้บริการตรวจรักษาในชุมชน มีการใช้แพทย์ทางเลือกเพื่อให้เข้ากับบริบทและวิถีชีวิต


      1. มีแนวทางการส่งต่อเพื่อเยี่ยมบ้านในรายที่มีปัญหา

      2. มีแนวทางการส่งต่อระหว่างโรงพยาบาลอุบลรัตน์และโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล

      3. มีแนวทางการส่งต่อผู้ป่วยทีมีภาวะแทรกซ้อนไปพบแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ

      4.  มีระบบการติดตามผู้ป่วยที่ขาดนัด

      5. ติดตามผู้ป่วยที่อาการหนักได้รับการส่งต่อไปยังโรงพยาบาลที่สูงกว่า

         

  1. ผลการพัฒนา


ตัวชี้วัด

เป้าหมาย

ปี2554

ปี2555

ปี2556

ปี2557

1. อัตราผู้ป่วยเบาหวานที่มีระดับ HbA1C < 7 

>   50

39.12

(241/616)

31.66

(171/540)

43.42

(562/1294)

34.77

(491/1412)

2.อัตราผู้ป่วย เบาหวานที่มีระดับ

BP< 140 /90 mmHg

>  50

NA

NA

61.01

(936/1534)

66.10

(1051/1590)

3.อัตราผู้ป่วยเบาหวาน ที่ได้ตรวจภาวะแทรกซ้อนทาง ตา  ไต  เท้า

>   60

41.14

(616/1497)

35.04

(540 /1541)

77.59

(1215/1566)

95.05

(1616/1700)

4.อัตราผู้ป่วยเบาหวาน ที่มีภาวะแทรกซ้อนทางตา

 

<5

8.76

(54/616)

5.00

( 27 /540 )

3.37

 (41/1215)

9.34

(151/1616)

ตัวชี้วัด

เป้าหมาย

ปี2554

ปี2555

ปี2556

ปี2557

5.อัตราผู้ป่วยเบาหวานที่มีระดับ

GFR  < 60

< 5

NA

NA

14.52

 (188 /1294)

14.58

(206 /1412)

6.อัตราผู้ป่วยเบาหวาน ที่มีภาวะแทรกซ้อนที่เท้า

<5

28.40

(175/616)

10.00

(54 /540 )

07.48

 (91/1215)

11.50

( 186 /1616)

7.อัตราผู้ป่วยเบาหวานที่มี LDL  <100

 

>   50

36.20

( 223/616 )

34.07

( 184/540 )

52.16

(675/1294)

60.83

(859/1412)

8.อัตราผู้ป่วยเบาหวาน ที่มีภาวะแทรกซ้อนทางหลอดเลือดหัวใจ

<5

NA

 

0

(0/1541)

0

(1/1566)

0.23

(4 /1700)

9.อัตราผู้ป่วยเบาหวาน ที่มีภาวะแทรกซ้อนทางหลอดเลือดสมอง

< 5

NA

 

0

(1/1541)

0.19

 ( 3/1566 )

0.58

(10 /1700)

10.อัตราผู้ป่วยเบาหวานที่มา admit ด้วย Hypoglycemia

< 5

4.47

(67/1497)

1.70

(27/1541)

3.25

(51/1566)

5.52

(94/1700)

11.อัตราผู้ป่วยเบาหวานที่มา admit ด้วย Hyperglycemia

< 5

6.48

(97/1497)

4.80

(74 /1541)

10.34

(162 /1566)

11.41

(194 /1700)

12.อัตราตายของผู้ป่วยเบาหวาน

 (ต่อแสนประชากร)

< 30 :แสนประชากร

76.89

(36/46816)

44.02

(20/45429)

67.68

(33/48760)

108.68

(48/44165)

13.อัตราความพึงพอใจของผู้ป่วยเบาหวานที่

มารับบริการ

   >85

100.00

 

97.00

 

94.10

 

96.70

 


6.แผนการพัฒนาต่อเนื่อง

   6.1.1  จัดกระบวนการแลกเปลี่ยนเรียนรู้เพื่อการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมอย่างต่อเนื่อง

   6.1.2  พัฒนาศักยภาพเจ้าหน้าที่ประจำหน่วยให้มีความสามารถเป็น case manager ได้

   6.1.3   เยี่ยมบ้านผู้ป่วยเบาหวานที่มีปัญหาอย่างต่อเนื่อง



Clinical Tracer Highlight: Birth Asphyxia


โรงพยาบาล

อุบลรัตน์

สาขา

สูติกรรม

ภาวะทางคลินิก

การดูแลผู้ป่วย Birth Asphyxia

วันที่

30 ธ.ค. 57


 


1. บริบท


         แผนกห้องคลอดโรงพยาบาลอุบลรัตน์ ให้บริการผู้คลอดตั้งแต่รับใหม่ จนกระทั่งมารดาและทารกจำหน่ายกลับบ้าน ในปี 2556และ 2557 มีผู้คลอด 244 รายและ 209 ราย ตามลำดับ พบอัตราการเกิดภาวะ Mild Birth Asphyxia จำนวน 8 ราย และ 11 ราย คิดเป็น 32.92 และ 52.63 ต่อ1000 การเกิดมีชีพ ตามลำดับ(เกณฑ์ไม่เกิน 30 : 1,000การเกิดมีชีพ)


        จากการทบทวนปี 2556 พบว่า สาเหตุเกิดจาก Prolong Labour 4 ราย , Thick mecronium 3 ราย 


และ  Macrosomia 1 ราย   ปี 2557  พบว่า สาเหตุเกิดจาก  Prolong Labour 4 ราย ,  Thicmecronium 2 ราย , Macrosomia 1 ราย , ติดไหล่ 1 ราย , Cord พันคอ 1 ราย ,  BBA  1  ราย ,  Conjenital Abnormallity 1 ราย


 


2. ประเด็นคุณภาพและความเสี่ยงที่สำคัญ


    2.1 การประเมินความเสี่ยงในหญิงตั้งครรภ์


    2.2 มารดา ทารก ปลอดภัย


 


3. เป้าหมายการพัฒนา


  3.1 ผู้คลอดได้รับการประเมินเกณฑ์เสี่ยงตามแบบคัดกรอง


  3.2 ผู้คลอดได้รับการรายงานแพทย์เมื่อพบเกณฑ์เสี่ยงสูง


  3.3 ทารกที่มีภาวะBirth Asphyxia ได้รับการดูแล/ส่งต่ออย่างปลอดภัยและรวดเร็ว


 


4. กระบวนการเพื่อให้ได้คุณภาพ


  4.1 การเข้าถึงบริการ


      4.1.1 ประชาสัมพันธ์การแพทย์ฉุกเฉิน  1669  เมื่อมีผู้คลอดเจ็บครรภ์คลอด/ภาวะแทรกซ้อน ให้


              ญาติหรือหรือผู้คลอดใช้บริการ โดยมีหน่วยกู้ชีพโรงพยาบาลอุบลรัตน์และกู้ชีพตำบลครอบคลุมทุกพื้นที่


      4.1.2 มีช่องทางในการติดต่อประสานงานระหว่างผู้คลอดและผู้ให้บริการ ผ่านทางเครือข่าย อสม.


            เจ้าหน้าที่สาธารณสุขประจำหมู่บ้านหรือผู้ประสานงานตำบล


 4.2 การคัดกรองและประเมิน


       4.2.1 มีระบบคัดกรองความเสี่ยงในหญิงตั้งครรภ์โดยใช้แบบประเมินความเสี่ยงมี Low risk, High risk


       4.2.2 จัดทำเกณฑ์การรายงานแพทย์ในหญิงตั้งครรภ์เสี่ยงสูง โดยการให้คะแนนจากแบบประเมินความเสี่ยง   ถ้าคะแนนเต็ม 10 รายงานแพทย์ทันที


       4.2.3 ใช้ Partograph ในการประเมินความก้าวหน้าของการคลอด


       4.2.4 การประเมินทารกในครรภ์โดยใช้การตรวจทางหน้าท้องและฟังเสียง FHS


     4.2.5 ทำ NST ในผู้คลอดทุกราย


     4.3  การตรวจวินิจฉัย


     4.3.1 การตรวจร่างกายผู้คลอดโดยการตรวจร่างกายทั่วไปและตรวจทางช่องคลอดทุกรายถ้าอายุครรภ์ครบกำหนด


     4.3.2 การตรวจร่างกายผู้คลอดถ้าพบว่าขนาดหน้าท้องไม่สัมพันธ์กับอายุครรภ์ จะตรวจ U/S ทุกราย


     4.3.3  ตรวจ urine albumin  ผู้คลอดทุกราย


     4.3.4  ตรวจร่างกายทารกแรกคลอดให้คะแนน APGAR SCORE ที่เวลา  1  นาที  5 นาทีและ 10 นาที


     4.4  การดูแลรักษาและการส่งต่อ


     4.4.1  มีสหวิชาชีพในการดูแลผู้คลอด


     4.4.2  เตรียมความพร้อมของอุปกรณ์กู้ชีพทารกแรกเกิดให้พร้อมเสมอ


     4.4.3  มีแนวทางการดูแลผู้คลอดครรภ์เสี่ยงสูงและแนวทางการส่งต่อ


     4.4.4 มีระบบการตามทีมเพื่อช่วยเหลือในกรณีเกิดเหตุฉุกเฉินในห้องคลอด


     4.4.5  มีการทบทวนแนวทางปฏิบัติในการป้องกันและดูแลเมื่อทารกเสี่ยงต่อภาวะขาดออกซิเจนเมื่อแรกเกิด เช่น การเตรียมความพร้อมล่วงหน้า, การช่วยเหลือที่ถูกต้อง รวดเร็ว และมีประสิทธิภาพ


 


5. ผลการพัฒนา


ตัวชี้วัด

เป้าหมาย

ปี2554

ปี2555

ปี 2556

ปี2557

1.ร้อยละการประเมินเกณฑ์เสี่ยง

ในหญิงตั้งครรภ์

100

98.47

(258/262)

98.60

(282/286)

96.72

(236/244)

98.09

(205/209)

2. ร้อยละการรายงานแพทย์เมื่อพบ

ความเสี่ยงสูง

100

98.47

(258/262)

98.60

(282/286)

96.72

(236/244)

98.09

(205/209)

3.ร้อยละการดูแลขณะส่งต่ออย่างปลอดภัย

100

100

(1)

100

(2)

100

(2)

100

(1)

4. อัตราการเกิดBirth Asphyxia ของทารกแรกเกิด

<30/1000

เกิดมีชีพ

15.27

(4/262)

14.04

(4/286)

32.92

(8/244)

52.63

(11/209)


 


6. แผนการพัฒนาต่อเนื่อง


6.1 พัฒนาศักยภาพเจ้าหน้าที่ ให้มีความรู้ความชำนาญ สามารถคัดกรอง วินิจฉัย และรายงานแพทย์ได้ อย่างทันท่วงที เมื่อพบภาวะเสี่ยงของผู้คลอด


6.2 จัดกระบวนการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ทบทวน Case ที่เป็นปัญหาเพื่อใช้ปรับปรุงแก้ไขและพัฒนางานอย่างต่อเนื่อง



Clinical Tracer Highlight: การดูแลผู้ป่วยโรคไข้เลือดออก


 


โรงพยาบาล

อุบลรัตน์

สาขา

อายุรกรรม

สภาวะทางคลินิก

การดูแลผู้ป่วยโรคไข้เลือดออก

วันที่

30  ธันวาคม  2557


 


1. บริบท


โรงพยาบาลอุบลรัตน์ มีการดำเนินงานป้องกันและควบคุมโรคไข้เลือดออกร่วมกับทีมคณะประสานงานสาธารณสุขอำเภออุบลรัตน์(คปสอ.อุบลรัตน์) อย่างต่อเนื่องทุกปีภายใต้การมีส่วนร่วมของภาครัฐ องค์กรบริหารงานส่วนท้องถิ่น และประชาชนในพื้นที่แต่ยังพบปัญหาการระบาดของโรคอยู่ ย้อนหลัง 3 ปี จากปี 2551 2553 อำเภออุบลรัตน์ พบอัตราป่วยด้วยโรคไข้เลือดออกต่อแสนประชากรจำนวน 13.95,10.87 และ 13.04 ตามลำดับ และไม่พบอัตราป่วยตายด้วยโรคไข้เลือดออก ในช่วง3ปีดังกล่าวก็ยังพบผู้ป่วยที่ป่วยเป็นไข้เลือดออกที่เข้าสู่ภาวะShock  ทางโรงพยาบาลอุบลรัตน์จึงได้มีการทบทวนความรู้ในการดูแลโรคไขเลือดออก


เพื่อพัฒนาระบบการดูแลผู้ป่วยให้มีคุณภาพและเกิดประสิทธิภาพได้มากขึ้น โรงพยาบาลอุบลรัตน์ ร่วมกับทีม คปสอ.อุบลรัตน์ ได้มองเห็นความสำคัญของการป้องกันและควบคุมโรคอย่างต่อเนื่องโดยให้ชุมชนและองค์กรท้องถิ่น เข้ามามีส่วนร่วมในการดำเนินการเพื่อลดอัตราการป่วยและอัตราป่วยตายของโรคไข้เลือดออก ได้ดำเนินการป้องกันและควบคุมไข้เลือดออกโดยการใช้กลุ่มเด็กรักถิ่นและปลากินลูกน้ำยุงลายกระจายในหมู่บ้านจระเข้สงเคราะห์ ตำบลทุ่งโป่ง อำเภออุบลรัตน์ ซึ่งประสบผลสำเร็จไม่พบผู้ป่วยโรคไข้เลือดออกในหมู่บ้านเป็นเวลา 11 ปี ติดต่อกันจนถึงปัจจุบันและได้ดำเนินการขยายผลไปยังหมู่บ้านอื่น ๆ ที่มีความพร้อมรวมถึง การมีทีมเฝ้าระวังสอบสวนเคลื่อนที่เร็ว (SRRT) ในระดับ อำเภอ  ตำบล หมู่บ้าน ในการเมื่อเกิดโรคแล้วทำการออกควบคุมโรคสอบสวนโรคอย่างรวดเร็ว อันจะทำให้การควบคุมไม่ให้โรคไข้เลือดออกระบาด และทำให้ลดอัตราการป่วยลงได้อย่างดี


2. ประเด็นคุณภาพ/ความเสี่ยงที่สำคัญ


          2.1 การวินิจฉัยที่ถูกต้องและรวดเร็ว


          2.2 ภาวะShock หรือน้ำเกินระหว่างการดูแลรักษาในโรงพยาบาล


          2.3 ความครอบคลุมการจ่ายปลากินลูกน้ำโดยอสม. และพนักงานช่วยเหลือประจำรพสต.


          2.4 มีทีมการประสานงานการควบคุมโรคและเฝ้าระวังสอบสวนเคลื่อนที่เร็ว (SRRT) ในระดับอำเภอ ตำบล หมู่บ้าน


 


3. เป้าหมายการพัฒนา


          3.1 ผู้ป่วยไข้เลือดออกได้รับการดูแลที่เหมาะสมตามภาวะดำเนินของโรคไข้เลือดออก


          3.2 ผู้ป่วยไม่เสียชีวิตจากโรคไข้เลือดออก


          3.3 มีการรายงานและออกควบคุมโรคภายใน 24 ชั่วโมง ทุกราย


          3.4 มีความคลอบคลุมการกระจายปลากินลูกน้ำ


4. กระบวนการเพื่อให้ได้คุณภาพ


4.1 การเข้าถึงบริการ


      - มีเครือข่ายบริการสุขภาพชุมชน  เช่น  อสม.เชี่ยวชาญ     ร้านขายยาในหมู่บ้าน  ซึ่งสามารถให้คำแนะนำ   ประเมินอาการของผู้ป่วยไข้เลือดออก   ดูแลเบื้องต้นในชุมชน  และสามารถนำส่งผู้ป่วยได้ทันท่วงที 


      - มีระบบบริการการแพทย์ฉุกเฉิน(EMS) ให้บริการครอบคลุมพื้นที่ครบทุกตำบล


      - การประชาสัมพันธ์และให้ความรู้เกี่ยวกับการป้องกันควบคุมโรคไข้เลือดออกและการปฏิบัติตัวเมื่อสงสัยเป็นโรคไข้เลือดออกสำหรับประชาชน ทั่วไป 


4.2 การคัดกรองและประเมิน


- ทำ Tourniquet test ทุกรายที่สงสัยว่ามีการติดเชื้อไข้เลือดออก


- อบรมเจ้าหน้าที่ในการซักประวัติตรวจคัดกรองโรคไข้เลือดออก


4.3 การตรวจวินิจฉัย


4.4 การดูแลรักษาและการส่งต่อ


      4.4.1การดูแลผู้ป่วยภาวะปกติ


จะมีการดูแลเฝ้าระวังและปฏิบัติตาม Guild line CPGของโรคไข้เลือดออก คือ


          Ø แพทย์วินิจฉัยโรคได้อย่างถูกต้อง ตาม Criteria มีแผนการรักษาตาม Guild line


          Ø พยาบาล เจ้าหน้าที่ตึกผู้ป่วยในปฏิบัติตาม Guild line มีการประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น แจ้งฝ่ายสุขาภิบาลและความคุมป้องกันโรค ออกควบคุมโรคทุกรายร่วมถึงรายที่สงสัย


          Ø มีการติดป้ายเฝ้าระวังผู้ป่วยไข้เลือดออกไว้ที่หน้าชาร์ต เพื่อเฝ้าระวังเป็นพิเศษ


4.4.2 การดูแลผู้ป่วยระยะช็อค


          มีการเฝ้าระวังไม่ให้เกิดภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรง เช่น การเกิดภาวะช็อค ดูแลให้ผู้ป่วยได้รับสารน้ำ ตามแผนการรักษา โดยใช้เครื่องควบคุมสารน้ำ(Infusion) เฝ้าระวังภาวะน้ำเกิน ภาวะช็อคโดย record I/O , ดู Urine out put ทุกเวร , Observe V/X หากจำเป็นต้องส่งต่อต้องปฏิบัติตาม Guild line โดยมีใบเฝ้าระวังและบันทึกใบรายงานทุกราย มีการร่วม Conference ในรายที่มีปัญหา


4.4.3 การดูแลผู้ป่วยไข้เลือดออกในระยะพักฟื้น


          มีการให้สุขศึกษาแก่ผู้ป่วยและญาติ แจ้งทีม Home Health Care เพื่อออกติดตามเยี่ยมหลังจำหน่าย


4.5 การป้องกันและควบคุมโรคไข้เลือดออกในชุมชน


  • Ø การป้องกัน มีการรณรงค์และสร้างกระแสการใช้ปลากินลูกน้ำ ที่สำคัญได้ประสานเป็นเครือข่าย SRRT ในหน่วยบริการภายในอำเภออุบลรัตน์ จัดประเมินสุ่มตรวจการใช้ปลากินลูกน้ำในพื้นที่รับผิดชอบทุกเดือน


  • Ø การควบคุมโรค เมื่อมีการรายงานแจ้งผู้ป่วยไข้เลือดออกหรือผู้สงสัยไข้เลือดออก ทางศูนย์ระบาดวิทยาอำเภออุบลรัตน์ จะได้ประสานทีม SRRT ทั้งระดับอำเภอและรับดับตำบล นัดหมายออกควบคุมโรคภายใน 24 ชั่วโมงตามเกณฑ์มาตรฐาน


5. ผลการพัฒนา


ตัวชี้วัด

เป้าหมาย

2554

2555

2556

2557

1.อัตราป่วยด้วยโรคไข้เลือดออก

< 50 ต่อแสน ปชก.

19.22

(9)

83.65

(38)

116.90

(57)

13.58

(6)

2.อัตราผู้ป่วยไข้เลือดออกที่มีภาวะShock

0

0

2.63
(1ราย)

1.75
(1ราย)

0

3.อัตราตายของผู้ป่วยไข้เลือดออก

0.2 ต่อสปก.

0

2.2
(1ราย)

0

0

4.อัตราป่วยตายไข้เลือดออกต่อผู้ป่วยไข้เลือดออกทั้งหมด

< 0.15 %

0

2.63
(1ราย)

0

0

4.มีการรายงานโรคภายใน 24 ชม. ทุกราย

ร้อยละ 80

88.89

81.58

85.96

100

5. ทีม SRRT มีการออกควบคุมโรคภายใน 24 ชั่วโมง

ร้อยละ 80

100

100

100

100

6. ร้อยละการสุ่มปลากินลูกน้ำของ พสอ. หน่วยบริการอำเภออุบลรัตน์

ร้อยละ 80

100

100

100

100


 


6. แผนการพัฒนาต่อเนื่อง


- พัฒนาทีมสวบสวนโรคเคลื่อนที่เร็วในระดับตำบล


          - มีการติดตาม และทบทวนผู้ป่วยไข้เลือดออกทุกรายที่มีการส่งต่อ


          -ประชาสัมพันธ์ผ่าน วิทยุชุมชน อสม. แพทย์ เจ้าหน้าที่สาธารณสุข ให้ความรู้แก่ประชาชนกลุ่มเป้าหมายต่างๆ ในชุมชนในการกำจัดแหล่งเพาะพันธุ์ลูกน้ำยุงลาย แน่นการใช้ปลากินลูกน้ำ เฝ้าระวังอาการที่สงสัยโรคไข้เลือดออก  รวมถึงการดูแลเมื่อเจ็บป่วยด้วยไข้เลือดออก 


Clinical Tracer Highlight  :  Teenage Pregnancy

โรงพยาบาล

โรงพยาบาลอุบลรัตน์ อ.อุบลรัตน์ จ.ขอนแก่น

สาขา

งานส่งเสริมสุขภาพ

สภาวะทางคลินิก

ตั้งครรภ์ในวัยรุ่น

วันที่

26  พฤษภาคม 2557

 

1.บริบท

โรงพยาบาลอุบลรัตน์ เป็นโรงพยาบาลขนาด 30 เตียง มีประชากรในพื้นที่รับผิดชอบ 44,165 คน ในปีงบประมาณ 2556 , 2557  มีหญิงตั้งครรภ์มารับบริการฝากครรภ์ เป็นจำนวน 349, 308 ราย เป็นหญิงตั้งครรภ์วัยรุ่น 102 , 92 ราย (การตั้งครรภ์ในวัยรุ่น: การตั้งครรภ์ในสตรีที่มีอายุระหว่าง 10–19 ปี โดยถืออายุ ณ เวลาที่คลอดบุตร) คิดเป็นร้อยละ 29.22 ,29.89  ซึ่งจำนวนดังกล่าว เป็นวัยรุ่นตั้งครรภ์ไม่พร้อมอยู่ระหว่างศึกษาถึง 21, 30 ราย คิดเป็นร้อยละ 6.02 ,9.74   ซึ่งมีแนวโน้มสูงขึ้น  ทำให้เกิดผลกระทบที่ตามมา ทั้งทางด้านร่างกาย จิตใจ อีกทั้งยังมีปัญหากับอนาคตการศึกษาด้วย นอกจากนั้นยังพบว่า การรับบริการฝากครรภ์ไม่ครบตามเกณฑ์มาตรฐาน ขาดความรู้ในการปฏิบัติตัว และมีโอกาสตั้งครรภ์ซ้ำ

2. ประเด็นสำคัญ / ความเสี่ยงที่สำคัญ

1) อัตราการตั้งครรภ์ในวัยรุ่นมีแนวโน้มมากขึ้น

2) อัตราการตั้งครรภ์ของวัยรุ่นรับบริการ การฝากครรภ์คุณภาพไม่ได้ตามเกณฑ์มาตรฐาน

3) หญิงตั้งครรภ์วัยรุ่นขาดความรู้ในการปฏิบัติตัวขณะตั้งครรภ์ คลอด และหลังคลอด ตลอดจนการคุมกำเนิดที่เหมาะสม

3.เป้าหมายการพัฒนา

1) เยาวชนวัยรุ่นได้รับการปรึกษา คำแนะนำ เกี่ยวกับการดูแลสุขภาพอนามัยเจริญพันธ์

2) อัตราการตั้งครรภ์ไม่พร้อมในวัยรุ่นลดลง

3) หญิงตั้งครรภ์วัยรุ่นรับบริการฝากครรภ์ครบตามเกณฑ์มาตรฐาน

4) หญิงตั้งครรภ์วัยรุ่นมีความรู้ในการปฏิบัติตัวเพื่อลดภาวะแทรกซ้อนขณะตั้งครรภ์ คลอด รวมถึงการได้รับบริการคุมกำเนิดที่เหมาะสม

 

4. กระบวนการเพื่อให้ได้คุณภาพ

1) เยาวชนวัยรุ่นมีความรู้

  • จัดทำโครงการ “ เพื่อนใจวัยรุ่น “ ในโรงเรียนในเขตรับผิดชอบ เพื่อให้คำปรึกษา คำแนะนำเกี่ยวกับการดูแลสุขภาพอนามัยเจริญพันธ์

  • เปิดช่องทางการติดต่อเพื่อการเข้าถึงบริการของเยาวชนวัยรุ่น และสร้างสัมพันธภาพที่ดี ทั้งทาง

     Face book, โทรศัพท์ (hot line) โดยเปิดให้บริการนอกเวลา และโทรศัพท์ในระบบโรงพยาบาลในเวลาราชการ

  • เผยแพร่ความรู้เรื่องสุขภาพ กิจกรรมกลุ่มสัมพันธ์ ให้ความรู้ในเรื่องการวางแผนครอบครัว

    โดยบูรนาการร่วมกับโครงการ To be number one

  • ส่งเสริมให้วัยรุ่นเห็นความสำคัญของการป้องกันและ หลีกเลี่ยงพฤติกรรมเสี่ยงต่อการติดเชื้อโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ และการตั้งครรภ์ไม่พร้อม

2) กระตุ้นและส่งเสริมให้วัยรุ่นเห็นความสำคัญการรับบริการฝากครรภ์ตามเกณฑ์ เพื่อลดภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดกับมารดาและทารก

3) หญิงตั้งครรภ์วัยรุ่นมีความรู้ในการปฏิบัติตัว

- จัดทำหนังสือราชการเพื่อประสานขอความร่วมมือในการจัดกิจกรรม “เพื่อนใจวัยรุ่น” ในโรงเรียนเขตรับผิดชอบ

- จัดกิจกรรมโรงเรียนพ่อแม่ในกลุ่มหญิงตั้งครรภ์วัยรุ่น ให้ได้รับ 2 ครั้ง ในระหว่างตั้งครรภ์ เพื่อให้มีความรู้ในการปฏิบัติตัว  ตลอดจนการคุมกำเนิดที่เหมาะสม เพื่อลดอัตราการตั้งครรภ์ซ้ำ

- ส่งเสริมและกระตุ้นให้ผู้ดูแลหญิงตั้งครรภ์ หรือสามี มีส่วนร่วมในกิจกรรมโรงเรียนพ่อแม่ ตามโครงการสายใยรักแห่งครอบครัว

- ให้บริการฝากครรภ์ตามมาตรฐาน เน้นการมาฝากครรภ์ก่อน 12  สัปดาห์

- ประสานโรงเรียน เชื่อมโยงข้อมูล ร่วมกับคุณครูผู้รับผิดชอบโดยตรง ในกลุ่มเป้าหมาย

 

5.ผลการพัฒนา

ตัวชี้วัด

เป้าหมาย

ผลงาน( ปีงบประมาณ)

2554

2555

2556

2557

1.อัตรามารดาคลอดบุตร อายุต่ำกว่า 20 ปี

< 10 %

22.14

(58/262)

27.72

(79/285)

27.57

(67/243)

33.49

(70/209)

2.อัตราเกิด Birth Asphyxia ใน Teenage Pregnancy

<30:1,000

3.82

(1/262)

0

(0/285)

12.35

(3/243)

23.92

(5/209)

3.อัตราทารกคลอดน้ำหนัก‹ 2,500 กรัม ใน Teenage Pregnancy

< 7%

6.87

(18/262)

9.82

(28/285)

7.41

(18/243)

2.39

(5/209)

4.อัตราหญิงตั้งครรภ์อายุต่ำกว่า 20 ปี
( ต่อพันประชากรหญิงวัยเจริญพันธุ์ )

<50:1,000

52.95

(112 )

55.52

(104)

54.46

(102)

48.78

(92)

 

6.  แผนพัฒนาต่อเนื่อง

  1. ขยายการให้ความรู้เรื่องการตั้งครรภ์ในวัยรุ่น ในนักเรียนระดับประถมศึกษาตอนปลาย

  2. ให้ความรู้การเข้าถึงบริการ คำแนะนำเกี่ยวกับการดูแลสุขภาพอนามัยเจริญพันธ์ของเยาวชนในสถานศึกษา

  3. ให้บริการคลินิกเพื่อนใจวัยรุ่นอย่างต่อเนื่อง

  4. จัดตั้งคลินิกวัยรุ่น ในรพ.สต.ทุกแห่งในอำเภออุบลรัตน์

  5. จัดทำโครงการแก้ไขปัญหาการตั้งครรภ์ในวัยรุ่น ร่วมกับองค์กรภาคีเครือข่ายท้องถิ่นทุกตำบลในอำเภออุบลรัตน์

Clinical Tracer Highlight  : การดูแลผู้ป่วย Shock

 

โรงพยาบาล

อุบลรัตน์

สาขา

อายุรกรรม

สภาวะทางคลินิก

การดูแลผู้ป่วย Shock

วันที่

30  ธันวาคม  2557

 

1.บริบท

จากสถิติโรงพยาบาลอุบลรัตน์ พบว่าผู้ป่วยเกิดภาวะ Shock มีจำนวนเพิ่มขึ้นทุกปี ดังนี้ ในปี 2554 มีจำนวน 52 ราย (เสียชีวิต 3 ราย ส่งต่อ 10 ราย กลับบ้าน 39 ราย) ปี 2555 มีจำนวน 71 ราย (เสียชีวิต 4 ราย ส่งต่อ 21 ราย กลับบ้าน 46 ราย) และปี 2556 มีจำนวน 96  ราย (เสียชีวิต 9 ราย ส่งต่อ 33 ราย กลับบ้าน 54 ราย) ตามลำดับ จากการทบทวนผู้ป่วยปี 2554-2556 ในผู้ป่วยที่มีภาวะ shock ปี 2554-2556 จำนวน 218 ราย พบว่ามีผู้ป่วยเสียชีวิตจำนวน 16 ราย คิดเป็นร้อยละ 7.33 ได้รับการส่งต่อ จำนวน 64 ราย คิดเป็นร้อยละ 29.35 ผู้ป่วยได้รับการจำหน่ายกลับบ้าน จำนวน 138 ราย คิดเป็นร้อยละ 63.3 ในจำนวนที่ได้กลับบ้าน พบว่าบางรายได้รับการดูแลรักษาที่ถูกต้องปลอดภัยจนสามารถกลับบ้านได้ แต่ยังพบบางรายที่มีการรักษาไม่สอดคล้องกับอาการของโรค มีภาวะแทรกซ้อนตามมา มีค่าใช้จ่ายสูง เกิดการรักษาแบบประคับประคองภายใน 1-6 ชั่วโมงแรก

จากการทบทวน ปี 2554-2556 พบว่า ยังขาดการประเมินและการวินิจฉัยของแพทย์ที่ถูกต้องรวดเร็ว และพบว่าพยาบาลยังขาดการประเมิน การเฝ้าระวังอาการอย่างต่อเนื่อง การดูแลรักษาพยาบาล  ซึ่งพยาบาลทำงานตาม Routine คลอบคลุมไปทั้งหมด อาจเป็นเพราะแนวทางการปฏิบัติและการรักษาที่ไม่ชัดเจน Guidelines ไม่มีการปรับปรุง ขาดการนิเทศติดตาม จึงส่งผลถึงคุณภาพการดูแลรักษาภาวะ Shock ชนิดต่างๆ มีประสิทธิภาพลดลง

ใน ปี 2557 จึงได้ปรับปรุง Guidelines และได้นำมาใช้ พบว่า มีผู้ป่วย shock ทั้งหมด 51ราย อัตราตายจากภาวะ Shock จำนวน 2 ราย คิดเป็นร้อยละ 2 ดูแลตามแนวปฏิบัติ จำนวน 47 ราย คิดเป็นร้อยละ 92 และจากการตามรอยระบบการให้บริการในจุดต่างๆ พบโอกาสพัฒนาดังนี้ในจุดที่ให้บริการยังมีความตระหนักต่อโรคนี้ไม่มากพอ และเพื่อการเป็นพัฒนาจึงได้ทำ clinical tracer การดูแลผู้ป่วยภาวะ Shock ที่เป็นกลุ่มอาการในภาวะเร่งด่วน ต้องการการรักษาที่ถูกต้องรวดเร็ว เพื่อเป็นการพัฒนาระบบการเข้าถึงโรคหรืออาการ การประเมิน การวินิจฉัยอย่างถูกต้อง การดูแลรักษาตามหลักวิชากร รวมถึงการส่งต่อทั้งที่ระดับสูงกว่าและกลับที่บ้าน ได้อย่างมีประสิทธิภาพและรวดเร็วต่อไป

 

2. ประเด็นคุณภาพ/ความเสี่ยงที่สำคัญ           

2.1 การวินิจฉัยและการรักษาที่ถูกต้องรวดเร็ว

2.2 ระบบคัดกรองและการประเมินผู้ป่วยที่ดีและมีประสิทธิภาพรวดเร็ว

2.3 เฝ้าระวังการเกิดภาวะช็อคซ้ำ และภาวะแทรกซ้อนในการดูแลรักษาผู้ป่วย

2.4 มีระบบการประสานที่ดีและระบบส่งต่อที่มีประสิทธิภาพรวดเร็ว

 

3. เป้าหมายการพัฒนา

ผู้ป่วยได้รับ การประเมิน   การวินิจฉัย  การรักษา  และการเฝ้าระวังอาการเปลี่ยนแปลงได้อย่าง ถูกต้องตามแนวทางปฏิบัติ และรวดเร็วทันเวลา

         

4. กระบวนการเพื่อให้ได้คุณภาพ

1. การเข้าถึงและการเข้ารับบริการ

           ให้คำจำกัดความที่ชัดเจนของคำว่า Shock ของบริบทโรงพยาบาลอุบลรัตน์ที่ชัดเจน ได้แก่ SBP<90 mmhg="" map="" 60="" shock="" p="">

2. การคัดกรองและการประเมิน

  1. ปรับปรุง Clinical Practice Guidelines ให้มีความเหมาะสม ตามบริบทของโรงพยาบาล

  2. อบรมให้ความรู้ในการปฏิบัติงานตาม CPG

3. การตรวจวินิจฉัย

  1. เพิ่มศักยภาพบุคคลกรในการตรวจวินิจฉัยผู้ป่วยเกิดภาวะ shock

  2. ทบทวน case อย่างเป็นระบบและพัฒนาเพื่อให้เกิดผลการรักษาที่ดีขึ้นและมีแนวทางการรักษา นำมากำหนดเป็น CPG (PCT Med) และประเมินการใช้ CPG พบว่ามีการใช้ CPG

4. การดูแลรักษาและการส่งต่อ 

1. ปฏิบัติงานตาม Clinical practice guidelines for sepsis, severe sepsis and septic shock guidelines อย่างถูกต้องและรวดเร็ว

2. กำหนดเป็น competency ของพยาบาล ER /IPD ประเมินสมรรถนะทางด้านทักษะการดูแลผู้ป่วยที่มีภาวะ Shock ทุกปี ผลลัพธ์: ผ่านการประเมินทุกคน                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                  

3.  กำหนดเป็น KPI รายบุคคลของพยาบาล ER สรุปประเมินผลงานทุก 6 เดือน ผลลัพธ์: ผ่านการประเมินทุกคน

4.  Audit ทุก Case โดยหัวหน้างานและนิเทศรายบุคคล

5.  จัดทำใบ check list สำหรับการตรวจและการรักษาผู้ป่วย sepsis, severe sepsis and septic shock ผลลัพธ์: ปฏิบัติตามใบ check list ถูกต้องมากกว่า 90 %

5. การให้ความรู้และการเสริมพลัง

1. จัดให้มีระบบนิเทศงานและประเมินความรู้ และทักษะของพยาบาลในการเฝ้าระวังผู้ป่วยภาวะ shock ต่างๆ

2. มีการอบรมให้ความรู้แก่บุคลากรการพยาบาล เกี่ยวกับอาการ อาการแสดงของผู้ป่วยภาวะ shock และข้อบ่งชี้ในการรายงานแพทย์เมื่อผู้ป่วยมีอาการเปลี่ยนแปลง

3. การประเมินและติดตามการปฏิบัติตามแนวทางต่างๆ อย่างต่อเนื่อง เช่น การตรวจสอบเวชระเบียนและการนิเทศทางการพยาบาลเป็นต้น

 

6. การดูแลต่อเนื่อง

การดูแลต่อเนื่องทั้งที่ refer ติดตาม case shock และจำหน่ายกลับบ้าน ส่ง HHC พยาบาลชุมชนออกเยี่ยมบ้าน

 

5. เป้าหมาย เครื่องชี้วัดสำคัญและการใช้ประโยชน์

 

เครื่องชี้วัดทางคลินิกเฉพาะโรค

เป้าหมาย

ปีงบฯ 2554

ปีงบฯ 2555

ปีงบฯ 2556

ปีงบฯ 2557

 

1. จำนวนผู้ป่วย Shock  ทั้งหมด 

(ราย)

52

71

96

156

2. ผู้ป่วยได้รับการคัดกรองที่เหมาะสม ตาม Guidelines

> 90 %

NA

NA

NA

80.13

(125/156)

3. อัตราการตายของผู้ป่วย shock

ทั้งหมด

< 10%

5.8

(3/52 )

5.6

(4/71)

9.4

(9/96)

10.3

(16/156)

4. ร้อยละของผู้ป่วย shock ที่ refer

< 10%

19.2

(10/52)

29.5

(21/71)

34.4

(33/95)

50.6

(79/156)

5. ร้อยละของผู้ป่วย Shock  ที่ Refer ได้รับการดูแลตามแนวทางที่กำหนด

≥90 %

90

 (9/10 )

71.4

(15/21)

91.9

(30/33)

78.5

(62/79)

6. ร้อยละของผู้ป่วย Shock ที่

Admit ได้รับการดูแลตามแนวทางที่กำหนด

> 90 %

92.3

(48/52)

91.5

(65/71)

81.3

(78/96)

81.8

(121/148)

7. ร้อยละของผู้ป่วย Shock ได้รับการเยี่ยมบ้าน

≥85 %

84.6

(44/52)

88.7

(63/71)

83.3

(80/96)

87.2

(129/148)

 

6. การพัฒนาอย่างต่อเนื่อง

          1. พัฒนาแนวทางการประเมินและติดตามการปฏิบัติตามแนวทางภาวะ shock ต่างๆ Guideline ของกระทรวงสาธารณสุขอย่างต่อเนื่อง

          2. พัฒนาทักษะความรู้เรื่องการดูแลผู้ป่วยที่มีภาวะ Shock ของสหสาขาวิชาชีพอย่างต่อเนื่อง

 


 


view