สร้างเว็บEngine by iGetWeb.com
Cart รายการสินค้า (0)

ครอบครัวเข้มแข็ง

ครอบครัวเข้มแข็ง

ยุทธศาสตร์ประเทศไทยเข้มแข็ง

โดย....ศาสตราจารย์(เกียรติคุณ)นายแพทย์ประเวศ วะสี

๑. ยุทธศาสตร์สร้างครอบครัวไทยเข้มแข็ง

          สิ่งสำคัญที่สุดสำหรับประเทศไทยเวลานี้ คือ ร่วมกันกำหนดทิศทางการพัฒนาประเทศให้เป็นสัมมาพัฒนา เพราะการกำหนดทิศทางการพัฒนาเป็นมิจฉาพัฒนาจะเกิดผลกระทบทั้งหมด แก้ไขเท่าไรก็แก้ไม่ได้หมด ทิศทางแบบมิจฉาพัฒนาล้วนแต่ใช้เงินเป็นที่ตั้ง ไม่ได้ใช้คนเป็นตัวตั้ง การใช้เงินเป็นเพียงการรักษาตามอาการ และบำรุงตามกำลัง ดังนั้นควรหันกลับมาเพื่อรักษาสมุฎฐาน เพราะสมุฎฐานคือทิศทางของการพัฒนาให้เป็นสัมมาพัฒนา กลายเป็นสัมมาปฏิบัติ จะเกิดผลดีเกิดขึ้น สัมมาพัฒนาไม่ยาก สามารถทำได้ และมีดัชนีชี้วัดได้ โดยนำมนุษย์เป็นตัวตั้งสำคัญ สัมมาพัฒนามี ๕ ข้อ เป็นเบญจลักษณ์หรือเบญจลักษณะ คือ ๑. ต้องเคารพศักดิ์ศรีคุณค่าความเป็นคนอย่างเท่าเทียมกัน โดยเฉพาะเคารพศักดิ์ศรีคุณค่าของคนเล็กคนน้อยหรือคนยากจน เป็นหลักศีลธรรมพื้นฐานที่สุด ให้คนทุกคนมีความสำคัญเท่าเทียมกัน ทุกคนมีรายได้มากกว่ารายจ่าย ให้เกิดความเป็นธรรมทางสังคมและเศรษฐกิจ ส่งเสริมให้เกิดสัมมาชีพเต็มพื้นที่ สัมมาชีพหมายถึงอาชีพที่ไม่เบียดเบียนคนอื่น ไม่เบียดเบียนสิ่งแวดล้อม และมีรายได้มากกว่ารายจ่าย ๒. มีครอบครัวเข้มแข็ง ครอบครัวเป็นสถาบันทางสังคมที่มีความสำคัญที่สุดของมนุษย์ ๓. ชุมชนเข้มแข็ง สามารถแก้ไขปัญหาทุกชนิดต่างๆ ได้ไม่ว่าจะเป็นปัญหาเศรษฐกิจ จิตใจ สิ่งแวดล้อม วัฒนธรรม และสุขภาพ ๔. สังคมน่าอยู่ มีความเอื้ออาทรต่อกัน มีความปลอดภัย สิ่งแวดล้อมดีในสังคม ๕. มีเศรษฐกิจพอเพียง เป็นเศรษฐกิจที่นำมนุษย์มาเป็นตัวตั้งเป็นแบบพออยู่พอกิน มีไมตรีจิตต่อกัน เรื่องสัมมาพัฒนานี้ ปัจจุบันทางสภาพัฒน์ฯ กำลังจะทำดัชนีวัด โดยไม่เอาแต่ GDP อย่างเดียวแต่จะวัดสภาวะทางสังคมด้วย (ขอ)เรียกล่วงหน้าก่อนว่า GSI หรือ GOOD SOCIETY INDEX ทางสภาพัฒน์ จะรายงานสภาวะทางสังคมควบคู่ไปกับ GDP ทุกครั้ง การสร้างครอบครัวเข้มแข็ง ครอบครัวเป็นสภาบันที่สำคัญที่สุดเพราะมีทุกคนรวมอยู่ในนั้นมีความผูกพันกันและเป็นที่ที่ให้ความสุขแก่มนุษย์มากที่สุด ในครอบครัวจะใช้คุณค่าที่ไม่ใช่เงิน โดยการใช้จิตวิญญาณและคุณค่าในความสัมพันธ์กันในครอบครัว และครอบครัวเข้มแข็งทำให้สามารถอยู่รอดได้ ครอบครัวเข้มแข็ง สามารถสร้างดัชนีชี้วัดได้ ๕ ข้อ ดังนี้ ๑. ความเป็นปึกแผ่นในครอบครัว ได้อยู่ร่วมกัน ๒. มีเศรษฐกิจพอเพียง ๓. มีสิ่งแวดล้อมที่ดี มีที่อยู่อาศัย ๔. พ่อแม่เลี้ยงดูลูกเป็น เรื่องนี้มีความสำคัญเพราะลูกจะฉลาดเป็นคนดี มีความสุข และตัวพ่อแม่เองก็ได้เรียนรู้และพัฒนาตนเองด้วย ๕. มีการเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง ทุกคนมีส่วนร่วม ทุกฝ่ายควรร่วมกันกำหนดทิศทางของการพัฒนาประเทศ ไม่ว่าจะเป็นครอบครัว ข้าราชการ รัฐบาล สื่อมวลชน ทุกคนต่าง มีส่วนร่วมทั้งสิ้น อำนาจรัฐธรรมนูญมาตรา ๓ บอกไว้ว่าอำนาจอธิปไตยเป็นของปวงชน ซึ่งอำนาจสำคัญคือการกำหนดทิศทางในการพัฒนาเพื่อสร้างสัมมาพัฒนา องค์กรที่เกี่ยวกับเด็ก สตรี และครอบครัวต้อง ผลักดันให้มีการทำดัชนีวัดเรื่องครอบครัวเข้มแข็ง และนำเสนอเรื่องเพื่อเข้ารัฐสภา และ ครม. เป็นระดับนโยบายหลัก ต้องให้มีการรายงานเรื่องความเข้มแข็งของครอบครัวในทุกตำบล ทุกอำเภอ หรือทุกจังหวัด เป็นการทำรายงานชี้วัดว่า มีสถานะครอบครัวที่เข้มแข็งจำนวนเท่าไรแล้ว แล้วทำอย่างไรจะสามารถเพิ่มได้มากกว่านี้ รายงานทุกปีให้มีความก้าวหน้า ต้องนำเข้าสู่การประชุมของรัฐสภา และ ครม. ทุกปี การพัฒนาทุกอย่างต้องสนับสนุนให้ครอบครัวเข้มแข็ง โดยเน้นในเรื่องของ

         ๑. เศรษฐกิจที่สนับสนุนครอบครัวเข้มแข็ง เลือกอาชีพที่มีความเหมาะสม

         ๒. การศึกษาควรยึดฐานความรู้ในตัวคนทุกคน เคารพในศักดิ์ศรีคุณค่าความเป็นคนทุกคนไม่ใช่ยึดแต่เพียงในตำราเท่านั้น

         ๓. ธุรกิจควรส่งเสริมความเข้มแข็งในครอบครัว

         ๔. การสื่อสารทุกชนิดต้องสามารถเสริมความเข้มแข็งในครอบครัวได้ ไม่ว่าสื่อใดๆ ก็ตามต้องสนับสนุนการเรียนรู้ของคนในครอบครัว

        ๕. ชุมชนต้องสร้างโอกาสหรือมีสถานที่ที่สามารถทำกิจกรรมต่างๆ ร่วมกันได้

        ๖. การบันเทิงและการพักผ่อนหย่อนใจควรไปกันในลักษณะเป็นครอบครัว

        ๗. การเรียนรู้ของครอบครัว ขาดไม่ได้ ต้องสนับสนุนให้ได้ เช่น รัฐบาลอังกฤษส่งเสริมการอ่านแก่เด็กๆ ในประเทศของตนเพื่อให้เด็กทุกคนได้อ่าน และจะได้เป็นคนดี

         ๘. รัฐบาลต้องเอาใจใส่ระบบสวัสดิการสังคม และจัดสรรทรัพยากรให้ทุกครอบครัวพออยู่พอกิน เช่น รัฐบาลอังกฤษส่งเสริมให้ผู้ที่มีลูกได้กินนมทุกวัน รัฐบาลอินเดียมีกฎหมายควบคุมและสนับสนุนให้สิ่งจำเป็นในชีวิตมีราคาถูก เช่น ข้าวสาลี นม หนังสือ

         ๙. ควรมีนโยบายให้มีอาสาสมัครช่วยดูแลสังคม จัดสรรให้นักเรียน นักศึกษา ข้าราชการ รัฐวิสาหกิจ เข้ามาอาสาสมัครทำงานเพื่อสังคม ให้เกิดการเรียนรู้เรื่องการช่วยเหลือเกื้อกูลกันในทางสังคม

        ๑๐. ต้องมีการทำการวิจัยเพื่อความเข้มแข็งของครอบครัว รัฐบาลต้องสนับสนุนความเข้มแข็งของครอบครัวให้เป็นนโยบาย ควรออกเป็นกฎหมายหรือพระราชบัญญัติครอบครัวเข้มแข็ง มีการรณรงค์และสนับสนุนให้คนทั้งประเทศได้รับทราบเพื่อร่วมมือกันทุกๆ ฝ่าย สถาบันครอบครัวมีความสำคัญที่สุดต่อมนุษย์ เมื่อครอบครัวเข้มแข็งแล้วผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทั้งหมดก็จะมีความสุข ได้ช่วยกันทำในสิ่งที่ดีๆ ร่วมมือสร้างครอบครัวเข้มแข็ง ทั้งแผ่นดินก็จะมีสัมมาพัฒนาเต็มพื้นที่ เกิดความร่มเย็นเป็นสุข มีความอบอุ่น และมีภูมิคุ้มกันเกิดขึ้น ประเทศไทยเรามีทุนต่างๆ เยอะ ไม่ว่าจะเป็นทุนทางทรัพยากรทางธรรมชาติ ทุนทางสังคม วัฒนธรรม ทุนทางจิตใจ ล้วนขึ้นอยู่กับการจัดการด้วยความดี ด้วยความเป็นกลางอย่างเหมาะสม ด้วยความเป็นมิตรและทำงานร่วมกัน การสร้างครอบครัวเข้มแข็งเป็นของทุกคน ทุกคนร่วมเป็นภาคีด้วย การทำสิ่งนี้ให้เป็นประโยชน์ เพื่อเป็นสัมมาพัฒนา เกิดมาเป็นมนุษย์ทั้งทีได้ทำความดีคือช่วยเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน จะเป็นความดีและมีความสุขในชีวิต

๒. คืนความเข้มแข็งสู่ครอบครัวไทย

       พ่อแม่พี่น้องที่เคารพรัก ผมขออนุโมทนากับ สสส. และโครงการครอบครัวเข้มแข็ง ตลอดจน เครือข่าย แกนนำทุกจังหวัดที่ร่วมในโครงการฯ ซึ่งกำลังทำงานที่มีความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง งานที่ท่านทำอยู่ขณะนี้จะนำไปสู่การแก้วิกฤติสังคมไทยทุกๆ ด้าน งานที่ท่านทำกัน คือ การเชื่อมต่อทางสังคม การเชื่อมต่อทางสังคมตรงนี้มีความสำคัญอย่างไร ถ้าเรามาดูวิกฤตการณ์ของมนุษย์ สังคม สิ่งแวดล้อมที่เกิดขึ้นในแต่ละประเทศ ซึ่งขณะนี้เกิดเป็นวิกฤติไปทั่วโลก วิกฤติทั้งในตัวมนุษย์เอง วิกฤติสังคม วิกฤติวัฒนธรรม สิ่งแวดล้อม จิตวิญญาณหมดทั้งโลก เรียกว่าเป็น “วิกฤตการณ์ทางสังคม” วิกฤตนี้มีลักษณะที่เรียกว่า “ความแตกสลายทางสังคม” นั้นเกิดขึ้นหมดทั้งโลก แล้วก็ไม่มีคำตอบว่าจะทำอย่างไร! ทำไมมันเกิดวิกฤตการณ์ขึ้นทั่วโลก วิกฤตินี้เกิดขึ้นจากการตัดขาดกันระหว่างมนุษย์กับมนุษย์ และมนุษย์กับธรรมชาติ เราชำแหละทุกสิ่งออกเป็นส่วนๆ ให้มันขาดจากกันทั้งหมด ลองมาดูว่า การชำแหละทำให้เกิดอะไรขึ้น สุกร โค ถ้าเราชำแหละแล้ว มันสิ้นชีวิต วิญญาณมันออกจากร่าง ธรรมชาติของชีวิตนั้นต้องการการเชื่อมต่อ อวัยวะต่างๆ เซลล์ต่างๆ เชื่อมต่อกันทำให้เกิดการมีชีวิตมีจิตวิญญาณขึ้น โลกทุกวันนี้ที่เกิดวิกฤตการณ์ เพราะถูกชำแหละ ส่วนต่างๆ ถูกตัดขาดออกจากกัน มนุษย์ที่เคยเชื่อมโยงกันก็ถูกตัดเป็นส่วนๆ มนุษย์ถูกตัดออกจากสิ่งแวดล้อม วัฒนธรรมก็ถูกตัดขาด ดังท่านทั้งหลายได้พูดกันในวงเสวนามาแล้ว ในการประชุมเท่าที่ผมฟังดู จากทั้งแกนนำและฟังรายงานกลุ่ม มีความก้าวหน้ามาก ทำแผนที่ความคิดที่เรียกว่า Mind Mapping ชำนาญกันมาก และเมื่อดูปัญหา ดูเหตุผลต่างๆ ที่ท่านทั้งหลายได้พูดไป ทำให้ผมอยากจะพูดถึงต้นเหตุใหญ่ของเรื่องทั้งหมดนี้ ต้นเหตุใหญ่เรื่องหนึ่ง คือ เรื่องแนวทางการพัฒนาที่เรียกว่าเงินนิยม บริโภคนิยม วัตถุนิยม แนวทางการพัฒนาแบบนี้เข้ามาตัดขาดมนุษย์จากมนุษย์ด้วยกันให้ไปสัมพันธ์กับเงิน เดิมคนกับคนสัมพันธ์กัน ผมเองสมัยเด็กๆ เติบโตมาแบบไม่มีเงินในตัว ไม่มีเงินเลย สตังค์เดียวก็ไม่มี แต่คนทุกคนมีความสัมพันธ์กัน แต่พอเงินเข้ามาเป็นใหญ่ ระบบมันจะดึงคนให้ไปสัมพันธ์กับเงินแล้วก็ตัดขาดความสัมพันธ์ระหว่างคนกับคน ผมยกตัวอย่างตอนเป็นเด็กอยู่ที่เมืองกาญจน์ฯ เราอยากกินข้าวหลามก็ช่วยกันเผาข้าวหลามทั้งครอบครัว พ่อไปตัดไม้ไผ่ แม่แช่ข้าวหลาม ผมไปขูดมะพร้าว ช่วยกันทำแล้วก็มากรอก มาเผา ซึ่งสนุกมากโดยเฉพาะตอนเผา เอาข้าวหลามมาเรียง แล้วก่อไฟ รอจนมันระอุดี แล้วค่อยราไฟ ตอนนั้นข้าวหลามจะยังร้อน เราก็ลงอาบน้ำในแม่น้ำ ขึ้นมาข้าวหลามก็สุกพอดีกิน ทีนี้ถ้าถามว่า คนกรุงเทพฯ ในเมืองขณะนี้อยากกินข้าวหลามทำยังไง ก็หยิบเงินยื่นไป แล้วก็ได้ข้าวหลามมา ไม่มีกิจกรรม ขาดความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์ไปทั้งหมด เหลือแต่ “เงิน” ไปแลกได้ของมา การพัฒนาที่เอาเงินเป็นตัวตั้งแบบนี้ทำได้ทุกอย่าง คนทำอะไรก็ได้แค่ขอให้ได้เงินมากๆ การพัฒนาแบบนี้รบกวนครอบครัว รบกวนบุคคล กลุ่มต่างๆ ได้พูดเรื่องผลร้ายของสื่อที่ปลุกระดมโฆษณา ระบบเศรษฐกิจซึ่งพุ่งเป้าไปที่ “เงิน” แบบนี้ต้องอาศัยการกระตุ้นการบริโภค ไม่อย่างนั้นเศรษฐกิจไม่เติบโต ถ้าคนมักน้อย ประหยัด เขาบอกเศรษฐกิจไม่เติบโต เศรษฐกิจที่เค้าพูดก็คือ “ธุรกิจ” ของมันต้องขายได้ คนต้องบริโภคมาก เพราะฉะนั้นก็จะต้องกระตุ้นทุกวิถีทางให้อยากบริโภคมากขึ้น โฆษณาประชาสัมพันธ์เกือบ ๒๔ ชั่วโมง ทั้งทางวิทยุ โทรทัศน์ สื่อมวลชนทุกชนิดหาเทคนิคต่างๆ ที่จะให้คนบริโภคให้ได้ ไปจ้างคนด้วยราคาแพงๆ คิดวิธีการที่จะกระตุ้นคน เช่น “ความสุขที่คุณดื่มได้” คำพูดนิดเดียวจ่ายไปหนึ่งล้านบาท ก่อนนี้ทุกห้านาทีมีคนออกมาชี้หน้าว่า “คนไทยหรือเปล่า” “กินแล้วภาคภูมิใจ” ธรรมดาไม่พอเอาผู้หญิงนุ่งน้อยห่มน้อยเข้ามาประกบกับสินค้าโฆษณาให้คนอยากดูรูปผู้หญิงโป๊ ผู้หญิงที่ชื่อลูกเกด กับอีกคนจำไม่ได้ แก้ผ้าขึ้นรถชูน้ำเดินไปทั่ว อยากให้คนสนใจจะได้ขายสินค้าต่างๆ ทำทุกรูปแบบ ผิดศีลธรรมก็ทำ เมื่อเร็วๆ นี้ สสส. วิจัยเรื่องขนมหลอกเด็ก ขนมที่มีสีสันไม่มีประโยชน์หลอกเอาเงินจากพ่อแม่ไปปีละหนึ่งแสนเจ็ดหมื่นล้านบาทเขาก็ทำ และเด็กไม่ได้ประโยชน์อะไรเลย กระทบสุขภาพเด็ก เสียเงินด้วย เขาก็ยังทำ เรื่องบุหรี่เรื่องเหล้าไม่ต้องพูดถึง พยายามหาวิธีต่างๆ นานา ฟังดูซิ! มันบาปหรือเปล่า! ของเหล่านี้มันไปกระตุ้นก็ทำให้เสพมากขึ้น เสียเงินมากขึ้น ด้านหนึ่งก็เสียเงินมากขึ้น ด้านหนึ่งก็เสียคนไป เพราะว่าอย่างที่พูดกันไปแล้ว กินเหล้าเมายางานการไม่ทำ เป็นหนี้เป็นสินอีกด้านหนึ่งทำงานหนักมากขึ้น ทำทุกอย่างเพื่อที่จะได้เงินมา เพราะมันใช้เงินเยอะ พอได้เงินมาก็ต้องจ่าย ทิ้งครอบครัวไปทำโน่นทำนี่ แทนที่จะมีเวลาได้อยู่ด้วยกัน ลักษณะของงานในระบบเศรษฐกิจ “บริโภคนิยม” เอง ก็ไม่สามารถทำให้ครอบครัวอยู่ด้วยกันได้ ครั้งโบราณมันเป็นงานที่พ่อ แม่ ลูก อยู่ด้วยกัน ทำงานที่บ้านลูกได้ช่วยพ่อแม่ แต่ทีนี้ลักษณะงานมันแยกตัวกันไป เด็กวัยรุ่นหนุ่มสาวไปเข้าโรงงานออกจากชุมชนครอบครัวไป อันนี้ศีลธรรมเสื่อมไป มั่วไป ทำอะไรแปลกๆ ร้อยแปด ที่จังหวัดระยองเคยมีเศรษฐกิจพอเพียง ที่นั่นนะครับ รัฐบาลตัดสินใจว่าจะทำสิ่งที่เรียกว่า “อีสเทอร์น ซีบอร์ด” พัฒนาเอาโรงงานเข้าไปในระยองเป็นพันๆ โรง ชาวระยองไม่ได้มีส่วนตัดสินใจ แต่มีคนไม่กี่คนตัดสินใจ โรงงานที่เข้าไปเป็นพันๆ โรงปล่อยก๊าซพิษปล่อยสารเคมีต่างๆ โรงเรียนยังต้องย้ายหนี เพราะทนกลิ่นสารเคมีไม่ได้แล้ว โรงงานเข้าไปตั้งคนหนุ่มสาวต่างทิ้งถิ่นออกจากฐานครอบครัวเข้าไปทำงานเป็นหมื่นๆ คนก็มีการมั่วสุม จะเห็นว่าระบบเศรษฐกิจแบบนี้เป็นตัวตัดขาดความสัมพันธ์ระหว่างคนกับคน ตัวการศึกษาที่เรามีอยู่ในร้อยกว่าปีที่ผ่านมานี้ ถ้าเราไปดู ก็จะเห็นว่าเป็นการศึกษาที่แยกคนออกจากฐานทางวัฒนธรรม “วัฒนธรรม” เป็นเรื่องใหญ่ เป็นวิถีชีวิตร่วมกันของกลุ่มชนที่สอดคล้องกับสิ่งแวดล้อมหนึ่งๆ วิถีชีวิตจะรวมทั้งหมด การมีคุณค่าร่วมกัน การมีความเชื่อร่วมกัน นับถือผีร่วมกัน นับถืออะไรร่วมกัน นี่คือ “วัฒนธรรม” การที่คนนับถือศาสนาอะไรก็ตามร่วมกัน นอกจากศาสนาจะดำรงอยู่ในฐานะของศาสนาแล้ว เมื่อมีความเชื่อร่วมกัน เห็นคุณค่าศาสนาร่วมกันนั้นเป็น “วัฒนธรรม” การทำมาหากินร่วมกันเป็นขนบธรรมเนียมประเพณีการรักษาตัว การแพทย์แผนพื้นบ้านต่างๆ ร้อยแปด รวมถึงเศรษฐกิจก็รวมอยู่ในวัฒนธรรมด้วย วัฒนธรรมเป็นเรื่องใหญ่เป็นฐานเป็นอู่ วัฒนธรรมเป็นมดลูกของสังคมที่หล่อเลี้ยงคนขึ้นมา การศึกษาของเราได้แยกเอาคนไปสัมพันธ์อยู่กับเทคนิคเท่านั้น การศึกษาดึงคนออกจากฐานวัฒนธรรมไปเลย การศึกษาคือเอาวิชาเป็นตัวตั้ง ไม่ได้เอาชีวิต วิถีชีวิตที่แท้จริงเป็นตัวตั้ง เคยมีการพูดว่าการเรียนรู้ที่ดีควรเรียนรู้ในฐานวัฒนธรรม แต่มีคนที่เข้าใจน้อย! ในวัฒนธรรมนั้นควบรวมบูรณาการทุกสิ่งทุกอย่าง ทั้งเศรษฐกิจ จิตใจ สังคม จิตวิญญาณ สิ่งแวดล้อม อยู่ใน “วัฒนธรรมวิถีชีวิต” นี้หมด สุขภาพก็อยู่ แต่เราแยกๆ ออกไปเอาเทคนิคอย่างเดียว เอาวิชาจากหนังสือ ท่องวิชาหรืออ่านจากหนังสือเท่านั้น ลองสังเกตดู เด็กนักเรียนจะไม่อยากคุยกับ พ่อ แม่ ปู่ ย่า ตา ยาย เพราะคุยแล้วไม่ได้คะแนน เสียเวลาเปล่าๆ เพราะคะแนนจะไปอยู่ที่การท่องหนังสือ นี่คือลักษณะที่ว่าแยกออกไปจากวัฒนธรรม การศึกษาทำอย่างนี้มาร้อยกว่าปีแล้ว การศึกษาแบบนี้ทำลายสังคมขนาดหนัก แต่ไทยเราจัดการการศึกษาแบบนี้ให้ลูกหลาน ในประวัติศาสตร์ หลังจากการทำระบบการศึกษาแบบนี้ออกมาได้ ๘ ปี มีคนเตือนว่า การศึกษาแบบนี้ทำให้คนไทยขาดจากรากเหง้าของตัวเอง รากเหง้าคือฐานทางวัฒนธรรม คนที่เตือนนั้นคือ พระมหาสมณเจ้าฯ กรมพระยาวชิรญาณวโรรส ท่านเขียนเป็นหนังสือไว้ ท่านเตือนว่า ต่อไปคนไทยจะออกไปเคว้งคว้าง ขาดฐาน ซึ่งก็ปรากฏเป็นจริง ในเวลานี้คนไทยเคว้งคว้างไม่มีฐานวัฒนธรรม นี่เป็นสาเหตุใหญ่มากที่มากระทบครอบครัว กระทบชุมชน เพราะฉะนั้นอย่าไปโกรธพ่อแม่ อย่าไปโทษพ่อแม่ ทุกคนได้รับผลกระทบ เพราะเหตุปัจจัยแรงเหลือเกิน ฉะนั้นเรื่องเศรษฐกิจ วิธีพัฒนาเศรษฐกิจและเรื่องการศึกษาและทุกภาคส่วนต้องเข้ามาช่วยกันอย่างที่โครงการ “ครอบครัวเข้มแข็ง” นี้พยายามมาทำ ในเมื่อเหตุปัจจัยความล่มสลายทางสังคมและวัฒนธรรม ซึ่งเป็นวิกฤตการณ์ทางสังคมคือการตัดขาด เพราะฉะนั้น วิธีแก้คือการเชื่อมต่อคนในครอบครัว ในองค์กรในพื้นที่ เชื่อมต่อคนเข้าไปด้วยกัน การเชื่อมต่อตรงนี้ถ้าเราเข้าใจ จะรู้ว่าไม่ได้ยากอย่างที่เราคิด มนุษย์เราทุกคนมีกิเลสก็จริง แต่ว่ากิเลสไม่ใช่ด้านเดียวของมนุษย์ มนุษย์ทุกคนมีเมล็ดพันธุ์แห่งความดีอยู่ในตัว ถ้าให้ได้รดน้ำพรวนดิน ในความเห็นผม เมล็ดพันธุ์นี้จะงอกงามไพศาลขึ้นมา ๑๐๐% เมื่อมนุษย์กับมนุษย์ได้เข้ามาเชื่อมต่อด้วยความเป็นมนุษย์ ไม่ถูกตัดขาดด้วยเงิน วิชาการ ด้วยยศถาบรรดาศักดิ์ หรือด้วยระเบียบต่างๆ ถ้ามนุษย์กับมนุษย์เข้ามาเชื่อมต่อกันอย่างนี้เมื่อไหร่ ในประสบการณ์ผมความดีเกิดขึ้น ๑๐๐% หลายปีมาแล้วอาจารย์ที่ธรรมศาสตร์พานักเรียนนักศึกษาธรรมศาสตร์ ๔๐ คน ไปที่ อ.พะโต๊ะ จ.ชุมพร ให้ไปอยู่กับชาวบ้านบ้านละคนๆ ปกติถ้านักศึกษาออกไปเป็นค่าย เขาจะเอาวัฒนธรรมของตนไปด้วยเขาตั้งค่ายเพียงจะเพื่อสร้างโรงเรียน แต่วัฒนธรรมยังคงเป็นวัฒนธรรมของเขา แต่เวลาที่เขาแยกย้ายไปอยู่กับชาวบ้านเขาไปอยู่ในวัฒนธรรมของชาวบ้าน ชาวบ้านเขาดี จิตใจเขาดี เขาก็เลี้ยงดู ดูแลเอาใจใส่เหมือนลูกเหมือนหลาน ให้กินกบกินเขียดตามสภาพของเขา แต่สิ่งที่เกิดขึ้นคือนักศึกษารักชาวบ้านหมดทุกคน เรียกชาวบ้านเป็นพ่อเป็นแม่ เพราะได้สัมผัสหัวใจของความเป็นมนุษย์ ครั้งหนึ่งไปอีสาน ได้พูดคุยกับผู้จัดการธนาคารออมสิน จ.ศรีสะเกษ เขาเล่าให้ฟังว่า เดิมเขาเป็นผู้จัดการธนาคารปล่อยสินเชื่อให้นักธุรกิจที่มาขอกู้เงิน นั่งในห้องแอร์ สบาย ต่อมาธนาคารออมสินมีนโยบายให้สินเชื่อเกษตรกร เขาจะต้องออกไปพบเกษตรกรที่หัวไร่ปลายนา ตอนแรกเขาโกรธมาก เพราะต้องออกไปตากแดดลำบาก แต่ทำไปสักระยะ เขากลับได้เจอความสุขอย่างที่ไม่เคยเจอมาก่อน และเขาก็ไม่อยากที่จะกลับไปทำแบบเดิมอีกเลย รายได้เขาน้อยลง แต่ความสุขเขามากขึ้น เพราะเขาได้คุย ได้สัมผัสกับเกษตรกร กับประชาชนคนยากจน นี่คือมิติความเป็นมนุษย์มันเกิดขึ้น ที่จังหวัดขอนแก่นหลายปีมาแล้ว อาจารย์บันฑร อ่อนดำ ไปคุยกับเกษตรตำบลหลายตำบล ถามว่าตำบลที่คุณรับผิดชอบมีเกษตรกรคนไหนที่พึ่งตนเองได้ คนไหนพึ่งตนเองไม่ได้ เกษตรตำบลตอบว่า ผมไม่รู้หรอกครับใครมันพึ่งตนเองได้ ใครมันพึ่งตนเองไม่ได้ ผมเกลียดมันบอกเรื่องปุ๋ยเรื่องยาฆ่าแมลง บอกอะไรมันก็ไม่เชื่อ อ.บันฑร เลยชวนว่าเราไปคุยกับชาวบ้าน ไปคุยกับลุงกับป้าคนนั้นคนนี้ คุยกันถามว่า ทำไมอยากทำ ทำไมไม่ได้ทำ ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลง คือเกิดรักชาวบ้านแล้วก็มีความรู้ด้วย ได้คุยกันว่า ลุงอยากทำอะไรทำไมไม่ได้ทำ จะสนับสนุนอย่างไร รู้วิธีทำงานเพราะมีมิติที่เรียกว่าความเป็นมนุษย์ ซึ่งเดิมมีแต่ “มิติทางเทคนิค” การศึกษาทุกอาชีพขณะนี้มีแต่ “มิติทางเทคนิค” ไม่มีที่เรียกว่า “มิติความเป็นมนุษย์” หรือ Human Dimension ทำให้การงานติดขัดไม่รู้จะทำยังไง เลยเกิดการเกลียดชังกัน เกิดปัญหาต่างๆ ขึ้นมา แพทย์ก็เช่นเดียวกัน ทั้งๆ ที่ทำงานเกี่ยวกับมนุษย์เกี่ยวกับคน แต่เวลาเห็นคนไข้ ซึ่งออกเสียงแค่สองพยางค์ก็ยังเห็นไม่ครบ เห็นแต่ไข้ ไม่เห็นคน คนไข้ก็คือคน มีศักดิ์ศรี มีคุณค่า มีความรู้สึกนึกคิด มีวัฒนธรรม มีครอบครัว มีเศรษฐกิจ ฯลฯ หมอไม่รู้อะไรเลย รู้แต่ว่าไอ้นี่มันเป็นมาลาเรียเชื้ออะไร โซเดียมเท่าไหร่ กลูโคสเท่าไหร่ ซึ่งเป็นเรื่องวัตถุหมด เราเรียนกันมาอย่างนั้น การศึกษาที่เรามีอยู่ทำให้เกิดการติดขัดและตัดขาดจากกันไป เพราะฉะนั้นจุดสำคัญคือความเชื่อมโยงอย่างที่ว่า ถ้าเราเชื่อมโยงกันได้มันเกิดความมีชีวิต และนี่คือ ยุทธศาสตร์หลักของรากแก้ววิกฤติ คือ การเชื่อมโยงมนุษย์กับมนุษย์เข้าหากันด้วยหัวใจความเป็นมนุษย์ ส่งเสริมให้มีการรวมตัวร่วมคิดร่วมทำทุกพื้นที่ในทุกองค์กรและในทุกเรื่อง “ครอบครัว” เป็นองค์กร เป็นหน่วยพื้นฐานของสังคม เรื่องครอบครัวเป็นเรื่องสำคัญ เพราะเป็นสังคมพื้นฐานที่สุดของมนุษย์ มนุษย์ทุกคนอยู่ในสถาบันครอบครัว ถ้าครอบครัวอบอุ่นครอบครัวเข้มแข็งเป็นฐานทุกๆ ด้าน เป็นฐานทั้งทางเศรษฐกิจสังคม เป็นภูมิคุ้มกันทุกเรื่อง อายุจะยืนขึ้นโรคภัยไข้เจ็บน้อยลง สังคมมีการอยู่ร่วมกันด้วยดี ฉะนั้น “ครอบครัว” จึงเป็นเรื่องสำคัญที่สุด เป็นสถาบันที่สำคัญที่สุดของมนุษย์ทีเดียว และเรื่องที่ใกล้ครอบครัวมากที่สุด ก็คือเรื่องชุมชนซึ่งต้อง “เชื่อมโยง” ไปด้วยกัน บางทีเราก็พูดว่า “ครอบครัวต้องอบอุ่นชุมชนเข้มแข็ง” หรือ “ครอบครัวเข้มแข็งชุมชนเข้มแข็ง” ด้วยก็ได้ เป็นเรื่องเชื่อมโยงต่อกัน เพราะว่าถ้าชุมชนเข้มแข็ง คือมีการรวมตัวร่วมคิดร่วมทำ อย่างที่กำลังเกิดขึ้นหลายพื้นที่ในขณะนี้ จะทำให้เศรษฐกิจดี จิตใจดี ครอบครัวดี วัฒนธรรมดี สิ่งแวดล้อมดี สุขภาพดีพร้อมกันไปอย่างบูรณาการ บูรณาการอย่างเชื่อมโยงมนุษย์ เพราะฉะนั้นตรงนี้สำคัญ! โลกขณะนี้เดินไปสู่การคิดแบบแยกส่วนเสียจนเคยชินแล้ว จึงทำอะไรไม่สำเร็จ เพราะความเป็นจริงนั้นสรรพสิ่งเชื่อมโยงกันอยู่ แต่เราก็คิดเป็นเรื่องๆ แยกเป็นเรื่องๆ ยกตัวอย่างสักเรื่อง เมื่อมีความรู้สึกกันว่าเราขาดป่า ก็ไปปลูกป่า “เฉลิมเกียรติ” ใช้เงินไปสามหมื่นห้าพันล้านก็ไม่ได้ป่า เพราะคิดถึงแต่เรื่องที่ดินไม่ได้คิดเชื่อมโยงกับคนสังคม สิ่งแวดล้อม เศรษฐกิจ วัฒนธรรมพร้อมกันไป พัฒนากันเรื่องหนึ่ง ก็ถูกเรื่องอื่นๆ ดึงถ่วงไว้ ไปไหนไม่ได้ อีกตัวอย่างคือการปฏิรูปที่ดิน จัดที่ดินให้ ๑๕ ไร่ต่อครอบครัว แต่วิถีการเกษตรแบบทำเพื่อขาย ชาวบ้านเขาทำไปขาดทุน ก็อยู่ไม่ได้อีก ที่ดินก็รักษาไม่ได้เหมือนกัน เพราะฉะนั้น ตรงนี้จำเป็นต้องทำพร้อมกันหมดทุกเรื่อง สังคมเรามี “หลุมดำ ขนาดใหญ่ มันดึงทุกสิ่งทุกอย่างไป ไม่มีรัฐบาลใดสามารถแก้ไขได้”

ขุนเขา ๔  ลูก

   ประเทศไทยมีขุนเขา ซึ่งเป็นอุปสรรคของการพัฒนา เชื่อมโยงกันอยู่ ๔ ลูก ขุนเขา ๔ ลูก ประกอบด้วย

๑.วัฒนธรรมและโครงสร้างอำนาจ

อำนาจไม่ชอบการเรียนรู้แต่ชอบให้อำนาจ เรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่ เพราะเรามาจากวัฒนธรรมแบบนี้ เพราะฉะนั้นการเรียนรู้ในสังคมน้อย พลังทางสังคมก็จะน้อย โครงสร้างอำนาจนี้ดำรงอยู่มาเป็นร้อยๆ ปีแล้ว เป็นที่รู้กันจากการวิจัยใหญ่ๆ ว่า สังคมใดที่เป็นสังคมเชิงอำนาจ เรียกว่า “สังคมแนวดิ่ง” เศรษฐกิจจะไม่ดี การเมืองจะไม่ดีและศีลธรรมจะไม่ดี มีการวิจัยขนาดใหญ่ในอิตาลีที่พิมพ์ออกมา วิจัยว่า สังคม เศรษฐกิจ การเมืองตัวไหนเป็นตัวนำที่ทำให้อีกสองตัวดีขึ้น เขาตั้งสมมุฎฐานว่าถ้าการเมืองนำแล้วทำให้การเมืองดี เศรษฐกิจและสังคมเลยดีตามกันไป หรือว่าเศรษฐกิจมันดี เลยทำให้สังคมและการเมืองดีตาม หรือว่าสังคมเป็นตัวนำทำให้เศรษฐกิจกับการเมืองดี งานวิจัยนี้เก็บข้อมูลมากมาย คำตอบออกมาชัดเจนที่สุด คือ “ถ้าสังคมดีคือสังคมเข้มแข็งจะทำให้เศรษฐกิจดี การเมืองดี ศีลธรรมดี” ตรงนี้ออกมาชัดเจนมาก ภาคเหนือกับภาคใต้ของอิตาลีต่างกันมาก อเมริกาเหนือกับอเมริกาใต้ก็ต่างกัน เรื่องทรัพยากรไม่ต่างกันมาก อเมริกาใต้อาจมีมากกว่าด้วยซ้ำ แต่ว่าอเมริกาเหนือเศรษฐกิจดีกว่า ศีลธรรมดีกว่า การเมืองดีกว่าอเมริกาใต้ เพราะสังคมเป็นแนวราบมีความร่วมมือกัน สังคมอำนาจทางดิ่งไม่ดีแม้แต่สังคมที่เคร่งศาสนา ในงานวิจัยพบว่าในภาคใต้ของอิตาลีบางเมืองเคร่งศาสนาคริสต์ ศีลธรรมก็ไม่ดี เพราะว่ารักพระผู้เป็นเจ้าแต่ไม่รักเพื่อนบ้าน เพราะฉะนั้น จุดสำคัญจึงมาอยู่ที่สิ่งซึ่งเรากำลังทำ เรากำลังอธิบาย เรากำลังต่อเชื่อมกับสังคมในแนวราบ ด้วยความใจกล้าของทุกฝ่ายที่เข้ามาร่วมกันตรงนี้ ไม่ว่าจะเป็นชุมชน เป็นข้าราชการ เป็นนักธุรกิจ เป็นศาสนา เป็นนักกฎหมาย เป็นผู้พิพากษาเข้ามาร่วมกันได้หมด เพราะเราถือศีลธรรมเป็นหลัก เรามีศีลธรรมพื้นฐานคือการเคารพศักดิ์ศรีคุณค่าความเป็นคนของคนทุกคนอย่างเท่าเทียมกัน ท่านนายอำเภอมีศักดิ์ศรีมีความเป็นคน พ่อลุงก็มีศักดิ์ศรี ใครๆ ก็เป็นคนมีศักดิ์ศรี เพราะฉะนั้นมาร่วมกันได้หมดถ้ารักที่จะเรียนรู้ร่วมกัน เคลื่อนไหวด้วยกัน สิ่งที่กำลังทำอยู่นี้จึงเป็นเรื่องที่ยิ่งใหญ่มาก เท่าที่ผมดูและฟัง เวทีนี้มีข้าราชการ อบต. ก็มี ตำรวจก็มี นายดาบที่เรียกว่าตนเองว่าเป็นช้างเท้าหน้า แต่ภรรยาเป็นควาญก็มี เป็นครูก็มี เป็นเรื่องน่ารักที่ตำรวจก็มาร่วมได้ ทหารก็มาร่วมได้ เพราะงานทั้งหมดนี้ ไม่มีใครคนใดคนหนึ่ง ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งทำได้ แต่ถ้าเชื่อมโยงกัน ต้องทำในพื้นที่ สั่งให้ทำจากส่วนกลางลงมานั้นสำเร็จยากมาก เพราะแต่ละเรื่องมันซับซ้อนและยาก ที่จริงเรื่องนี้ฝรั่งรู้มาก่อน เขาบอกว่าในสังคมปัจจุบันที่มีความสลับซับซ้อนและยาก อำนาจได้ผลน้อยลงเรื่อยๆ ต้องอาศัยพลังสังคม พลังของการเชื่อมโยงกัน อันที่จริงเรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ เป็นเรื่องเก่ามาก แต่เราลืมกันไปหมดแล้ว เราทิ้งกันไปจนลืม เมื่อครั้งพุทธกาลในปีสุดท้ายก่อนจะเสด็จปรินิพพาน พระพุทธเจ้าประทับอยู่ที่เขาคิชกูฎในเมืองราชคฤ พระเจ้าอชาติศัตรูกษัตริย์ของแคว้นมคฤช คิดจะยกไปตีแคว้นวัชชีใช้ให้วัสสการ พราหมณ์มาทูลถามพระพุทธเจ้าว่า การไปตีครั้งนี้จะชนะหรือไม่ พระพุทธเจ้าก็บอกว่า ถ้าชาววัชชียังมีวัชชีธรรมอยู่ เธอไม่มีทางตีเขาแตก วัชชีธรรมมีอีกชื่อหนึ่งเรียกว่า อัปปริหานิยัติธรรม เป็นธรรมเพื่อความเจริญถ่ายเดียว ธรรมนี้คือธรรมแห่งความเข้มแข็งของสังคม วัชชีธรรม หรือ อัปปริหานิยัติธรรม คือการที่คนเข้ามาเชื่อมโยงกันเป็นสังคม เป็นสิ่งที่เรากำลังทำอยู่ คือการเชื่อมโยงๆ ให้สังคมเข้มแข็งเชื่อมโยงกันตรงนี้ถ้าเราดูกันให้ละเอียด ทำความเข้าใจแล้วก็เชื่อมโยงกันจะกลายเป็นพลังมหาศาล

๒. ระบบราชการ กับระบบการเมืองที่ด้อยประสิทธิภาพ มันเชื่อมโยงอยู่กับลูกที่หนึ่งจากวัฒนธรรมอำนาจ

๓. ระบบการศึกษาที่อ่อนแอ เรามองการศึกษาแคบ สังคมใหญ่โตเบ้อเริ่ม แต่เราไปบอกว่า การศึกษาคือการที่มีครูเจ็ดถึงแปดแสนคนแล้วเอานักเรียนมาเรียน โดยมีการสอนอยู่ในโรงเรียน แต่การสอนแคบมาก บดบังพลังมหาศาลของมนุษย์ มนุษย์มีพลังแห่งจิตสำนึก พลังแห่งการเรียนรู้ ซึ่งพระเจ้าอยู่หัวท่านใช้คำว่า “ระเบิดจากภายใน” แต่การศึกษาจับพลังนี้ใส่กล่อง บีบพลังเหล่านี้ไว้ ระบบการศึกษาที่อ่อนแอแบบนี้เป็นอุปสรรคของการพัฒนา

๔. ทิศทางการพัฒนาที่เน้นเงินนิยม บริโภคนิยม วัตถุนิยม ซึ่งเร่งความเสื่อมเสียของสังคมและศีลธรรมให้มากขึ้น ภูเขาทั้งสี่ลูกเชื่อมโยงกัน มันเป็น “หลุมดำ” ไม่มีใครผ่านมันได้ รัฐบาลใดๆ ก็ผ่านไม่ได้ เราไม่ควรจะไป “แบน” รัฐบาล ถ้ารัฐทำอะไรไม่สำเร็จ เพราะมันยากเกินกว่าจะทำได้ ปัญหาต่างๆ ที่เกิดจาก “หลุมดำ” เหล่านี้สะสม แล้วนำไปสู่ความรุนแรงในรูปแบบต่างๆ ความรุนแรงในภาคใต้แก้ไม่ได้ ไม่มีทางแก้หมด เพราะมีภูเขาสี่ลูกกับ “หลุมดำ” ความเป็นธรรมทางสังคมแก้ไม่ได้ด้วยภูเขาที่มีอยู่ ฉะนั้นเราจำเป็นต้องคิดเรื่องการระเบิดพลังสร้างสรรค์ที่แก้ปัญหาทั้งสี่อย่างพร้อมกันไป และทำเรื่องเศรษฐกิจไปสู่เศรษฐกิจ “พอเพียง” พระเจ้าอยู่หัวรับสั่งว่า “เศรษฐกิจพอเพียงเป็นเศรษฐกิจธรรมนิยม” อีกอันเป็นเงินนิยม เพราะเศรษฐกิจพอเพียงคำนึงถึงทุกสิ่งทุกอย่างพร้อมกันไปถึงตัวมนุษย์ การพัฒนาเรื่องความดี ท่านเคยรับสั่งอย่างนี้ว่า “ใครจะว่าเชยก็ช่างเขา ขอให้เราพออยู่พอกินและมีไมตรีจิตต่อกัน ไม่ได้เน้นเรื่องการแข่งขันเสรี เรื่องการทอดทิ้งกัน” เพราะฉะนั้นเศรษฐกิจพอเพียง ไม่ใช่เศรษฐกิจธุรกิจอย่างเดียว มีมิติของมนุษย์ ของจิตใจ ของสังคม ของสิ่งแวดล้อม มีวัฒนธรรมเชื่อมโยง เมื่อพลังแห่งจิตสำนึก เชื่อมโยงกันแบบนี้ จึงเป็นเศรษฐกิจธรรมนิยมไม่ใช่เศรษฐกิจเงินนิยม และเป็นเศรษฐกิจที่มีฐานอยู่ในวัฒนธรรม เป็นเศรษฐกิจวัฒนธรรมเพราะเน้นวิถีชีวิตร่วมกันของผู้คน การศึกษาหรือการเรียนรู้ต้องไปสร้างสังคมแนวราบ คือความร่วมมือของผู้คน ที่ผ่านมา ระบบราชการกับการเมืองไม่สามารถปฏิรูปโดยตัวของมันเองได้ เราปฏิรูปการเมืองแล้ว แต่ทำอะไรมันก็ยังติด นอกจากจะเข้ามาทำงานร่วมกัน ร่วมกับองค์กรทางราชการ ร่วมกับองค์กรทางการเมือง หรือปรับระบบราชการจากการเป็นองค์กรอำนาจไปเป็นองค์กรเรียนรู้ พร้อมกันไปในขบวนการปฏิรูป “หากเราจะต้องเข้าไปทำงานกับหน่วยงานอื่น ไม่ควรจะติดกับคณะใดคณะหนึ่ง อย่าติดกับระบบราชการมากเกินไป อย่ายึดติดกับโครงสร้าง เพราะการทำงานจะต้องมีหลายๆ กลุ่มที่รับผิดชอบ เหมือนกับร่างกายของคนเราที่มีอวัยวะหลายส่วนที่ต้องทำงานร่วมกัน

ดังนั้นโครงการครอบครัวเข้มแข็งจึงไม่ควรให้เป็นกลุ่มเดียว จะต้องมีหลายกลุ่มหลายคณะ” ศาสตราจารย์เกียรติคุณ นพ.ประเวศ วะสี การปฏิรูปการศึกษาก็เหมือนกัน ทำไม่สำเร็จ ไปได้ไม่ถึงไหน เพราะไปอยู่ที่ว่าจะปรับกระทรวงอะไร อย่างไรอยู่แค่นั้น จะปฏิรูปการศึกษาต้องระเบิดตรงนี้ออกไป เป็นการเรียนรู้ที่ระเบิดออกจากภายในของผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งหมด แล้วแก้ปัญหาทั้งหมดพร้อมกันได้ ไม่ใช่ไปลอยตัวท่องหนังสืออย่างปัจจุบัน

เพราะฉะนั้นสิ่งที่เรากำลังทำอยู่ในเรื่อง “ครอบครัวเข้มแข็ง” เป็นฐานของทุกสิ่ง เป็นการเรียนรู้ เป็นเครื่องมือของทุกสิ่งทุกอย่างไม่ว่าเรื่องเศรษฐกิจ จิตใจ ฯลฯ ทุกอย่างศูนย์เรียนรู้คือการเรียนรู้และสิ่งที่โครงการฯ นี้กำลังทำอยู่ คือ การไปส่งเสริมการเรียนรู้และสิ่งที่โครงการฯ นี้กำลังทำอยู่ คือ การไปส่งเสริมการเรียนรู้ร่วมกันของทุกฝ่ายของครอบครัว ของชุมชน ของข้าราชการ ของทุกฝ่ายที่เข้ามาเกี่ยวข้องทั้งหมด เพราะฉะนั้น เรื่องนี้เป็นการเชื่อมต่อของสังคม ซึ่งจะเกิดพลังมหาศาลขึ้น นั่นคือเกิดเป็น พลังทางสังคม ที่เรียกว่า สังคมานุภาพ หรืออานุภาพแห่งความเป็นสังคม ปัจจุบันอานุภาพนี้เป็นอานุภาพแห่งการใช้พละกำลัง อำนาจรัฐจึงใช้คำว่า “พลานุภาพ” เพราะเขามีตำรวจ มีทหาร ถ้าไม่ทำตามเขาก็จะจับกุม ยิงเป้าคุณ อำนาจรัฐคือ “พลานุภาพ” ต่อมาเป็น “ธนานุภาพ” คืออำนาจเงิน ซึ่งร้ายแรงกว่าพลานุภาพ เพราะทำอะไรได้มากกว่า แต่สังคมจะไม่หยุดเพียงแค่นี้ สังคมมีปัญหาไม่ลงตัว เป็นธรรมชาติที่จะเกิดการเคลื่อนไหว เรียกว่า มีการเคลื่อนย้ายอำนาจหรือ Power Ship ซึ่งจะเคลื่อนไปสู่อำนาจแห่งความเป็นสังคม เป็นสังคมานุภาพ ซึ่งเป็นการรวมหมดทุกส่วน ข้าราชการ องค์กรธุรกิจ ก็เป็นสังคม ใครๆ ก็เป็นสังคม หมายถึงคนไทยทั้งหมดไม่ได้แยกส่วนแล้ว เมื่อมีการเชื่อมต่อกันจะเกิดเป็นพลังสังคม ถ้าการรวมตัวกันมีวัตถุประสงค์อันสูงส่งร่วมกันจะยิ่งมีพลังมาก แต่ถ้ามีวัตถุประสงค์แยกกัน ก็จะไม่มีพลัง วัตถุประสงค์คือ ทิศทางการพัฒนา คือ เศรษฐกิจพอเพียง ที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงรับสั่ง เป็นเศรษฐกิจธรรมนิยม เป็นเศรษฐกิจวัฒนธรรม เป็นสัมมาทิฐิ ฉะนั้นการเรียนรู้ต้องไปสู่สัมมาทิฐิให้ได้ นี่คือ ทิศทางการพัฒนา หรือสัมมาพัฒนา เพราะฉะนั้นเมื่อมีการรวมตัวกันจะต้องนำไปสู่สัมมาพัฒนาให้ได้ ปัจจุบันมีชาวบ้านหลายส่วนกำลังปฏิบัติสัมมาพัฒนากันอยู่ เพราะชาวบ้านเข้าใจหลักเศรษฐกิจพอเพียงนำมาเชื่อมโยงกัน แต่เราจะต้องทำให้ทุกคนเข้าใจให้มากขึ้นจนกระทั่งเป็นกระแส เป็นทิศทางของการพัฒนา ทางสภาพัฒน์ฯ ซึ่งผมเองเป็นกรรมการฯ อยู่ด้วย ก็กำลังทำโครงการเรื่องเศรษฐกิจพอเพียง มี ดร.จิรายุ อิศรางกูร ณ อยุธยา เป็นประธานโครงการ ดร.ปิยานุช พิบูลสราวุธ ซึ่งทำปริญญาเอกทางพุทธเศรษฐศาสตร์ เป็นเลขานุการ สภาพัฒน์ฯ มีโครงการส่งเสริมความเข้าใจเรื่องเศรษฐกิจพอเพียง ตั้งงบประมาณไว้แล้ว ๑๒๐ ล้าน ใน ๔ ปี จะสร้างความเข้าใจทุกระดับ ผมคิดว่าองค์กรทั้งหมดทั้งราชการ เอกชน ชุมชน องค์กรทางวิชาการควรจะร่วมกันทำความเข้าใจ แล้วเคลื่อนไหวจนเป็นทิศทางของการพัฒนา เป็นสัมมาพัฒนา สังคมจะมีพลังมาก มาถึงตรงนี้ ได้พูดไป ๒ พลังแล้ว คือ พลังสังคม และพลังแห่งการมีวัตถุประสงค์อันสูงส่งร่วมกัน นอกจาก ๒ พลังนี้มนุษย์ยังมีจิตสำนึกเป็นพลัง พลังจิตสำนึก เป็นพลังที่มหาศาล สมมติคนไทยทุกคนมีสำนึกในศักดิ์ศรีคุณค่าความเป็นคนของตัวเอง มีสำนึกในศักยภาพของความเป็นมนุษย์แล้วอยากจะทำอะไรอย่างเป็นอิสระ จะทำอะไรดีๆ ร่วมกัน จะเกิดเป็นพลังมหาศาล การจะทำอย่างนี้ได้จะต้องมีวิธีการสื่อสาร เพราะว่าคนไทยถูกทำให้รู้สึกด้อยศักดิ์ศรี ด้อยคุณค่า ไม่รู้สึกว่าตัวเองมีศักยภาพ ซึ่งทำให้ประเทศไทยอ่อนกำลัง เรื่องศักดิ์ศรีคุณค่าความเป็นมนุษย์นี้ดูเหมือนยาก แต่ถ้าเราเข้าใจก็ทำไม่ยาก ระบบการศึกษาทั้งหมดของเราทำให้เราสูญเสียศีลธรรมพื้นฐาน อันนี้อาจเป็นคำกล่าวที่รุนแรง แต่ผมว่าจริง ระบบการศึกษาตั้งแต่ระดับอนุบาลจนถึงมหาวิทยาลัยทำให้คนเสื่อมเสียศีลธรรมพื้นฐาน คือการขาดความเคารพศักดิ์ศรีคุณค่าแห่งความเป็นคนของทุกคนอย่างเท่าเทียมกัน โดยเฉพาะคนเล็กคนน้อย คนยากคนจน ทำไมเมื่อมาเข้าโรงเรียน นักเรียนจะรู้สึกว่า โรงเรียนของเรามีเกียรติ แต่กลับมองชาวบ้านไม่มีเกียรติ เขาจะรู้สึกอย่างนั้นตลอดเวลา ตาสีตาสา ช่างผสมปูน ช่างเสริมสวย คนขายของ คนขายก๋วยเตี๋ยว เมื่อเรียนหนังสือแล้วจะรู้สึกว่า คนพวกนี้จะมีเกียรติได้อย่างไร แต่จริงๆ แล้วเขาเหล่านั้นมีเกียรติ เขาเป็นคน เขามีคุณค่าศักดิ์ศรีความเป็นคน ตรงนี้ทำได้ไม่ยาก และเคยมีคนลองทำแล้ว ที่โรงเรียนจอมสุรางค์อุปถัมภ์ และโรงเรียนวัดพนัญเชิง จ.พระนครศรีอยุธยา จัดการเรียนการสอนให้นักเรียนทุกคนเข้าไปเรียนจากชาวบ้านไปเรียนจากคนขายก๋วยเตี๋ยว ช่างเสริมสวย ช่างผสมปูน คนเหล่านี้เมื่อมีนักเรียนเข้าไปเรียนกับเขา ทำให้เขารู้สึกมีเกียรติมีคุณค่ามากขึ้นทันทีว่าเขาก็เป็นครูได้ ส่วนนักเรียนเวลาไปเรียนกับใครเขาก็จะเคารพนั้นว่าเป็นครู ส่วนคนเหล่านี้เขาก็สอนได้จริง คนขายก๋วยเตี๋ยวมีความรู้ในการทำก๋วยเตี๋ยว ตรงนี้จะเชื่อมโยงมาตรงประเด็นที่ว่า ทุกคนมีความรู้อยู่ในตัว โดยได้มาจากประสบการณ์ชีวิต จากการทำงาน เป็นความรู้ที่มีคุณค่ามาก การที่ชาวบ้านเข้ามาทำงานแล้วถูกมองว่า ไม่เข้าใจระบบนั้น เรื่องนี้เกี่ยวข้องกับศีลธรรมพื้นฐาน คือ เรื่องการเคารพศักดิ์ศรี และคุณค่าความเป็นคนของคนทุกคนอย่างเท่าเทียมกัน ทุกคนมีเกียรติ มีศักดิ์ศรี เราต้องเห็นเรื่องนี้ก่อนจึงจะให้การทำงานราบรื่น เราต้องเชื่อก่อนว่า ทุกคนจะมีช่องทางในการทำงานให้ถูกต้องเพียงแต่เขาไม่รู้ เขาอยากให้ใครสักคนเข้าไปบอก เข้าไปแนะนำ และก็บอกถึงประโยชน์ว่า สิ่งนี้ถ้าเขาทำให้ถูกต้องแล้วจะช่วยเขาได้อย่างไร ศ.(เกียรตุณ) นพ.ประเวศ วะสี ๑๖ มิถุนายน พ.ศ.๒๕๔๘ คนขายก๋วยเตี๋ยวก็มีความรู้ในการขายก๋วยเตี๋ยว ซึ่งครูไม่มี คือแต่ละคนมีความรู้อยู่ในตัว ถ้าเราเคารพความรู้ที่มีอยู่ในตัวคน ทุกคนก็จะมีเกียรติขึ้นมา ความจริงทุกคนเป็นคนมีเกียรติ แต่ขณะนี้เราไม่เคารพ เราไม่นับถือ แต่กลับไปเคารพความรู้ที่มีอยู่ในตำราเท่านั้น แล้วถามว่าตำรานี้มาจากไหน ก็ไปลอกเลียนจากต่างประเทศ กลายเป็นว่าต่างชาติเป็นตัวการของความรู้ให้กับคนไทยมาเป็นเวลาร้อยๆ ปี เป็นไปได้อย่างไรที่ในวัฒนธรรมของเราเองไม่มีความรู้อยู่ เมื่อเราไม่ได้พัฒนาความรู้จากฐานทางวัฒนธรรมของเรา แต่กลับบอกว่า ต้องเอาวิชาการในตำรามาเป็นตัวตั้ง สภาพปัจจุบันที่เกิดขึ้นคือคนไทยทั้งประเทศ ขาดความมั่นใจ เป็นการขาดความมั่นใจแห่งชาติทั้งหมด คนจะมีความมั่นใจก็ต่อเมื่อทำอะไรที่คุ้นเคย เราเดินทางไปๆ มาๆ อยู่เรื่อยเพราะมีความมั่นใจมาก แต่ถ้ามันเป็นของใหม่เราไม่มีความคุ้นเคยเราก็จะไม่มีความมั่นใจ ความคุ้นเคยนั่นแหละ คือวัฒนธรรม เราทุกคนอยู่ในฐานของวัฒนธรรม แต่การศึกษาในปัจจุบันทำลายเกียรติของคน เราเอาเรื่องเงินเป็นตัวตั้ง ทำลายศักดิ์ศรีของชุมชนท้องถิ่นทั้งหมด เมื่อเอาเงินเป็นตัวตั้ง ต่างจังหวัดก็กลายเป็นบริวารของกรุงเทพฯ เพราะกรุงเทพฯ มีเงินมากกว่า แล้วกรุงเทพฯ ก็เป็นบริวารของนิวยอร์ก โตเกียว ลอนดอน แต่ถ้าเราเอาวัฒนธรรมเป็นตัวตั้ง ชุมชนท้องถิ่นก็จะมีเกียรติทั้งหมด ไม่มีวัฒนธรรมใดเหนือกว่าใคร แต่เป็นความหลากหลายที่เหมาะกับสิ่งแวดล้อมหนึ่งๆ ทุกแห่งมีประวัติศาสตร์ มีภูมิปัญญาของตัวเอง ฉะนั้นการพัฒนาจะต้องเอาวัฒนธรรมเป็นตัวตั้ง ถ้าเอาเงินเป็นตัวตั้ง ก็เท่ากับว่าเราไปทำลายศักดิ์ศรีของชุมชนท้องถิ่น แล้วจะเกิดความเครียดขึ้น ผู้คนก็จะอยู่ไม่ได้ ถ้าคนหมดศักดิ์ศรีก็จะอยู่ไม่ได้ มันบีบคั้นมากและจะปะทุไปสู่ความรุนแรงต่างๆ เพราะฉะนั้นจึงโยงมาที่สัมมาทิฐิคือ เศรษฐกิจพอเพียง การพัฒนาต้องเอาวัฒนธรรมเป็นหลัก เป็นตัวตั้ง ผมพยายามบอกให้กระทรวงวัฒนธรรม เพราะผมเข้าไปเป็นกรรมการวัฒนธรรมอยู่ แล้วเขียนหนังสือเล่มเล็กๆ ว่าการพัฒนาต้องเอาวัฒนธรรมเป็นตัวตั้ง กระทรวงต้องสร้างความมั่นใจ สร้างความเข้าใจในเรื่องศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์ ขณะนี้คนไม่เข้าใจ เราจึงต้องสร้างความเข้าใจให้กับคนทั้งประเทศว่า เรากำลังพูดเรื่องศักดิ์ศรีคุณค่าความเป็นคน การพัฒนาต้องเอาวัฒนธรรมเป็นตัวตั้ง แล้วเอาเศรษฐกิจพอเพียงไปอยู่ในวัฒนธรรมนั้นๆ ขณะนี้กำลังมีการทำงานหลายส่วน ที่แสดงว่าถ้าเราเห็นคุณค่าความรู้ที่มีอยู่ในตัวคน แล้วเอาความรู้เหล่านี้มาเชื่อมโยง เชื่อมต่อกันแลกเปลี่ยนเรียนรู้กัน จะเกิดมวลชนของการเรียนรู้มหาศาล สสส. เองสนับสนุนโครงการหนึ่งคือโครงการ “สถาบันส่งเสริมการจัดการความรู้เพื่อสังคม” ชื่อย่อว่า สคส. การจัดการความรู้ หมายถึง ให้ความรู้มีคุณค่าอยู่ในคนทุกคน แล้วดึงความรู้นั้นมาแลกเปลี่ยนเรียนรู้กัน ซึ่งจะเกิดพลังมหาศาล แล้วคนจะรู้สึกมีเกียรติ มีศักดิ์ศรีมากขึ้น อันที่จริง ทุกตำบลควรจะทำ Human Mapping ในตำบล ว่ามีใครเก่งเรื่องอะไรบ้าง ป้าลุงคนไหน ใครเก่งทำกับข้าว ใครเก่งร้องเพลง ใครเก่งทำขนม ใครเป็นศิลปิน เราจะพบว่าทุกคนกลายเป็นคนเก่งหมดในขณะที่ระบบการศึกษาของเราทอนศักดิ์ศรี ทอนศักยภาพของคนลงในชั้นเรียนหนึ่งจะมีคนอยู่ ๒-๓ คนเท่านั้นที่เค้าเรียกว่าเป็นคนเก่ง ได้คะแนนดี ท่องหนังสือเก่ง นอกนั้นมันคงไม่เก่ง ซึ่งการทำแบบนี้ผมคิดว่ามันเป็นการไปจองจำไปตีตราผู้คนไว้ คนทุกคนเป็นคนเก่งในทางที่ต่างกัน มีความหลากหลาย ถ้าเราทำแผนที่ตัวนี้ ระบุว่าใครเก่งอะไรบ้าง แล้วยอมรับความเก่งทุกด้าน นำเข้ามาจัดการในระบบข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ ต่อไปเวลาใครอยากทำอะไรก็ไปกดคีย์ดูว่าใครทำเรื่องนี้ คนเก่งเรื่องนี้อยู่ที่ไหน อยู่ที่พะเยาหรืออยู่ที่สกลนคร เป็นความรู้ข้อมูลทั้งของชาติของประเทศ ถ้าเราทำข้อมูลอย่างที่ว่านี้ทุกตำบล เมื่อความถนัดความชอบของคนแต่ละคนไปปรากฏอยู่ในฐานข้อมูลของชาติ เขาจะมีความภูมิใจ รู้สึกมีเกียรติที่เขาทำขนมเก่ง และเขาจะอยากทำความดีมากขึ้น และฐานข้อมูลตัวนี้ จะนำไปสู่การแลกเปลี่ยนเรียนรู้กัน ความรู้ที่อยู่ในตัวคนต่างจากความรู้ที่อยู่ในหนังสือ หนังสือพิมพ์ออกมา ๑,๐๐๐ เล่ม มันเหมือนกันทุกเล่ม แต่ความรู้ที่อยู่ในตัวคนไม่เหมือนกันเลย และที่ไม่เหมือนกันนี่เป็นเรื่องดี เช่นคนในห้องนี้ใช้ตำราทำกับข้าวเล่มเดียวกัน เมื่อลองทำดู อร่อยไม่เหมือนกันหรอก ของครูมุกดาก็คงอร่อยกว่าที่ผมทำ แต่ละคนจะอร่อยไม่เหมือนกันเพราะมันจะมีรสมือ มีเคล็ดลับอะไรอยู่ในตัวแต่ละคน เรียกว่าความรู้ในตัวคน ธรรมชาตินั้นสิ่งที่ไม่เหมือนกันมาเจอกันจะเกิดสิ่งใหม่ขึ้น จะเกิดนวัตกรรมถ้าของเหมือนกันเจอกันจะไม่เกิดสิ่งใหม่ น้ำประกอบด้วย ไฮโดรเจนกับออกซิเจน น้ำเป็นของใหม่ที่เกิดขึ้น เมื่อก่อนในโลกไม่มีน้ำ โลกมีไฮโดรเจนเป็นธาตุตัวแรก ซึ่งเป็นธาตุที่เล็กที่สุดประกอบด้วยโปรตอนตัวเดียวหนึ่งตัวเท่านั้น ถ้ามีแต่ไฮโดรเจนก็ไม่มีน้ำ หรือมีแต่ออกซิเจนก็ไม่มีน้ำ ต้องของต่างกันมาเจอกันแล้วเกิดของใหม่ขึ้น การเกิดอย่างนี้เขาเรียกว่า “ผุดบังเกิด” ออกมาแล้วไม่เหมือนเก่า พยากรณ์ไม่ได้ ในครั้งโบราณการผุดบังเกิดนี้อาจจะเรียกว่า “มิราเคิล” (Miracle) เป็นความมหัศจรรย์ที่เกิดขึ้น อธิบายไม่ได้ แต่ว่ามันผุดบังเกิดขึ้นแล้ว ฉะนั้นความรู้ที่มีอยู่ในตัวคน ซึ่งมีไม่เหมือนกันเอามาแลกเปลี่ยนเรียนรู้กัน จะเกิดของใหม่เป็นนวัตกรรม นวัตกรรมของโลกเปลี่ยนอยู่ทุกเวลานาที ถ้าเราเหมือนเดิมเราเผชิญกับความเปลี่ยนแปลงไม่ได้ ต้องสนับสนุนให้มีนวัตกรรมเกิดขึ้น เรียกว่าการจัดการความรู้ คือว่าไปเคารพความรู้ที่อยู่ในคนแล้วก็ไปถอดมาๆ แล้วส่งเสริมการแลกเปลี่ยนความรู้กัน คือพลังมหาศาลแล้วเกิดนวัตกรรมขึ้น นี่ก็เป็นโครงการหนึ่งที่ สสส. สนับสนุนอยู่ เป็นเรื่องใหญ่ที่จะช่วยให้คนมีศักดิ์ศรี “ทุกคนเป็นคนมีศักดิ์ศรี” เป็นเรื่องศีลธรรมพื้นฐาน ถ้าคนรู้สึกว่า เรามีศักดิ์ศรีเรามีเกียรติ เรามีความรู้อยู่ จะเกิดพลังจิตสำนึกที่ยิ่งใหญ่มหาศาล พลังที่ยิ่งใหญ่อีกพลังหนึ่งคือ พลังจิต ความเชื่อเรื่องศาสนานั้นเป็นพลัง เราจะเรียกอะไรก็แล้วแต่ จะเรียกว่าผี เรียกว่าคริสต์ เรียกว่าพุทธ เรียกว่าอิสลาม หรือไม่มีชื่อก็ตาม แต่มันเป็นมิติทางจิตใจทางจิตวิญญาณที่สำคัญ การเจริญสติเป็นวิถีชีวิต จะให้พลัง เรียกว่าเป็นพลังจิตที่สำคัญ อีกพลังหนึ่งคือ พลังปัญญา มีการเคลื่อนไหวตรงนี้แล้ว มหาวิทยาลัยอุบลราชธานีได้ตกลงแล้วว่าจะทำหลักสูตรเศรษฐกิจพอเพียง ทั้งในระดับปริญญาตรีและปริญญาโท มหาวิทยาลัยแม่โจ้ ก็ทำหลักสูตรปริญญาเรื่องเศรษฐกิจพอเพียงแล้วเช่นกัน ถ้าทุกมหาวิทยาลัยทำจะเกิดเป็นพลังขึ้น ในมหาวิทยาลัยต่างๆ ถ้าหลักสูตรปริญญาโทไปเชื่อมโยงกับเรื่องครอบครัว เรื่องชุมชน จะเกิดพลังปัญญา พลังการเรียนรู้ สำหรับโครงการครอบครัวเข้มแข็งที่เรากำลังทำกันอยู่นี้ ได้ทดลองเรียนรู้อยู่ใน ๘ จังหวัด มีคณะทำงานในระดับจังหวัด มีกลุ่มแกนนำ มีชุมชน แล้วก็ได้ทดลองทำงานต่างๆ ผมมีความประทับใจมากที่เห็นความกระตือรือร้นของคณะทำงานฯ กลุ่มแกนนำได้มีการทดลองทำเวทีการเรียนรู้ มีการวิจัยเรื่องของชุมชน เวลาที่มีการทำเรื่องดีๆ รู้สึกว่ามีสภาพพลังเกิดขึ้น เป็น “สนามพลังแห่งจิตวิญญาณ” ถ้าที่ไหนไม่มีจิตวิญญาณก็จะไม่มีพลัง ผมคิดว่าในเครือข่ายนี้จิตวิญญาณเยอะมาก ที่สัมผัสอยู่ก็เห็นได้จากการที่คนมีความสุข มีความกระตือรือร้น มีฉันทะ อยากทำ ทำแล้วรู้สึกดี อยากทำอีก ถึงเวลาเที่ยงก็ยังไม่หิวเลยจะทำต่อ เพราะว่าเกิดความสุขทางจิตวิญญาณ ที่เรียกว่า Happiness เวลาที่เกิดความสุขทางจิตวิญญาณจะรู้สึกว่าความต้องการวัตถุมีน้อย แม้แต่ข้าวปลายังไม่หิวเลย ความสุขแบบนี้เป็นความสุขราคาถูก “Happiness is low cost” หรือ “Happiness is no cost” ความสุขที่ราคาถูกจะเป็นไปได้สำหรับทุกคน ถ้าเป็นความสุขราคาแพง จริงๆ อาจจะไม่เป็นความสุข เวลานี้ ท่านดาไลลามะ ไปอเมริกา ไปสอนเรื่องความสุขให้คนอเมริกันฟังเป็นหมื่นๆ คน ได้รับความสนใจมาก น่าขำตรงที่ว่า คนอเมริกันที่มั่งคั่ง ฟังเรื่องความสุขจากท่านดาไลลามะ ซึ่งเป็นคนบ้านแตกสาแหรกขาด ฉะนั้นสิ่งดีๆ ที่ท่านกำลังอยู่ เห็นชัดว่าเป็นตัวสร้างพลัง แม้จะเพิ่งเริ่มต้นทำมาได้ ๘ เดือน ๙ เดือน งานที่ทำกำลังไปสร้างพลังต่อผู้คนให้เข้ามาด้วยกันเป็นพลังสังคม สร้างพลังจิตสำนึก ว่าทุกคนมีเกียรติไม่ว่าจะเป็นใครก็มาร่วมกันทำงาน แล้วจะไปสู่ทิศทางเศรษฐกิจพอเพียง มีศาสนาเข้ามาเป็นพลังทางจิตวิญญาณ ถ้าให้ดีก็เจริญสมาธิ เจริญสติเข้าไปด้วย จะยิ่งมีพลังมากขึ้น ครอบครัวจะดีขึ้น เพราะเวลามีสติจะฟังคนอื่น เรียกว่าฟังอย่างลึกซึ้ง เมื่อกี้ท่านบาทหลวงนิพจน์ (เทียนวิหาร) เล่าว่า เคยทำกิจกรรมหนึ่งให้คู่สมรส โดยมีกติกาว่า ในระหว่างที่มีการสื่อสารกันนั้นสามีห้ามพูดให้ฟังอย่างเดียว ฟังภรรยาบรรยายความทุกข์ยากที่เธออยู่ร่วมกับเขามาตลอด ๑๐ ปี ๒๐ ปี ว่ามีความเจ็บปวดอะไรบ้าง สามีเมื่อได้นั่งฟังรับฟังอย่างเดียวไม่ต้องโต้แย้ง สามีฟังแล้วยังร้องไห้ อยู่ด้วยกันก็ไม่เคยรู้ว่าเมียรู้สึกอย่างไร เพราะไม่เคยฟังกัน ไม่เคยสื่อสารกัน ตรงนี้ถ้ามีสติ ก็จะฟังกันมากขึ้น ทุกวันนี้คนไม่ฟังกัน เอาแต่เถียงกัน ทะเลาะกัน ตัวอย่างที่คุณสุภาวดี (หาญเมธี) เล่าว่า ครอบครัวหนึ่งมีภรรยาดุมาก พอสามีมาพูดภรรยาเกิดรู้ตัว คลายความดุลงก็มี เรื่องที่เล่ามาเหล่านี้คือขบวนการฟัง ซึ่งสมัยโบราณเขาเน้นมาก ใครฟังมากเขาเรียกว่า “พหูสูตร” คนโบราณเน้นการฟัง แต่ปัจจุบันนี้เน้นการเถียงกัน ไม่ค่อยจะฟังกัน ถ้าเรามีสัมผัสลึกๆ ต่อสิ่งต่างๆ ฟังลึกๆ คิดลึกๆ “ปัญญาญาณ” จะเกิดขึ้น ถ้าเราสัมผัสตื้นๆ สุกเอาเผากิน เร่งรีบ เราก็จะเห็นเป็นส่วนๆ ไปไม่ถึงปัญญา ไป “พัฒนา” อะไรก็ผิด ทำนโยบายก็ผิด ถ้าเราฟังลึก คิดลึกมันจะเกิดปรีชาญาณ เกิดการเห็นทั้งหมด เป็นปัญญา เป็นอิสระ จิตใจก็ดีขึ้น ตรงนี้จะอยู่ในกระบวนการเรียนรู้ร่วมกันของผู้คน แล้วก็นำมาใช้ในครอบครัว ใช้ในกิจกรรมของชุมชน โครงการครอบครัวเข้มแข็งมีทีมงานส่วนกลาง แล้วก็มีคณะทำงานในจังหวัดซึ่งมีผู้คนหลากหลายมาก มีกลุ่มแกนนำที่อยู่ในชุมชน มีการเชื่อมโยงกัน เป็นการสร้างพลังช่วยประเทศชาติ สมมติกระทรวงต่างๆ ของรัฐบาลอยากทำงานดีๆ แต่ทำได้ไม่สำเร็จ เพราะงานเป็นการสั่งการลงมาเป็นแนวดิ่ง คนทำงานซึ่งโครงการฯ นี้สร้างไว้ เช่น เป็นวิทยากรที่มีความชำนาญ มีความเชี่ยวชาญ สามารถช่วยกระทรวงศึกษาธิการในการปฏิรูปการเรียนรู้ ช่วยกระทรวงพัฒนาสังคมในการสร้างสังคมเข้มแข็ง ช่วยกระทรวงมหาดไทยในการทำงานของกรมการปกครอง ทรัพยากรในประเทศไทยทุกอย่างมีอยู่อย่างมโหฬาร ลองนึกภาพทรัพยากรภาคประชาชน ภาคสังคม ทรัพยากรภาคราชการ ทรัพยากรภาคการศึกษา ทรัพยากรทางภาคธุรกิจ ทรัพยากรทางภาคการศาสนา มีมากมายไปหมด ถ้าทั้งหมดสามารถเชื่อมร้อยกันได้ ก็มีเกินพอที่จะทำให้เกิดเป็นความร่มเย็นเป็นสุข และโครงการครอบครัวเข้มแข็งที่กำลังทำอยู่ตรงนี้ เป็นการเชื่อมทรัพยากรทั้งภาคชุมชน สังคม ราชการ ศาสนา และแม้แต่ภาคธุรกิจ แม้ยังไม่เห็นชัดดี แต่ว่าควรเอาเข้าร่วมด้วย และถ้าเราเดินตรงนี้ด้วยความเมตตา ด้วยความรักผู้คนทั้งหมด มีความอดทน แม้เขาอาจจะยังทำไม่ได้ เราต้องเข้าใจอย่าไปโกรธเขา ใช้ความอดทนจนเขาเห็นใจ ซึ่งความเห็นใจจะเกิดขึ้นเสมอในความเป็นมนุษย์ ถ้าเรามีความจริงใจ ว่าคนนี้มีความจริงใจ จะเกิดความร่วมมือกันขึ้น พอเกิดความร่วมมือกันขึ้น ก็จะเป็นความร่วมมือกันทางสังคมที่มีพลังมหาศาล ดังที่เรียนมาตั้งแต่ต้นว่า ผมมองโครงการครอบครัวเข้มแข็งที่กำลังทำอยู่ ว่าเป็นพื้นฐานของการเรียนรู้ของคนที่จะเป็นวิทยากร เพื่ออนาคต เพื่อช่วยให้แผ่นดินนี้มีพลังเกิดขึ้นทั้งแผ่นดิน เอาชนะหลุมดำที่ว่า ช่วยกันฝ่าหลุมดำนี้ไปสู่การปฏิรูปทุกด้านพร้อมกันไป ทั้งการปฏิรูปเศรษฐกิจเป็นเศรษฐกิจพอเพียง ปฏิรูปสังคมเป็นประชาสังคม ปฏิรูปองค์กรต่างๆ จากองค์กรอำนาจ เป็นองค์กรการเรียนรู้ เปลี่ยนการศึกษามาจากที่แคบๆ ไปเป็นการระเบิดการเรียนรู้หมดทั้งสังคมทุกเรื่องพร้อมกัน เมื่อคิดถึงผลที่จะเกิดขึ้น คิดว่าโครงการนี้ใช้เงินอย่างประหยัด เงินงบประมาณที่ สสส. ให้ก็ใช้ไม่หมด หรือใช้หมดไปแล้วก็ไม่รู้ แต่เท่าที่ทราบเขาใช้อย่างประหยัด เรียกว่าเงินไม่มาก แต่ใช้ในทางที่ผลักดันทำอะไรได้เยอะพอสมควร งบประมาณจาก สสส. เป็นเงินจากภาษีเหล้าบุหรี่ ๒% ก็ตกปีละ ๑,๗๐๐-๑,๘๐๐ ล้านบาท ถ้าเทียบกับงบประมาณแผ่นดินประมาณล้านๆ บาท งบของ สสส. เหมือนกับมดแดง งบประมาณแผ่นดินเป็นเหมือนช้าง แต่ถ้ามดแดงพยายามทำให้ดี ด้วยความเมตตา ด้วยความเห็นใจผู้อื่น พยายามส่งเสริมความร่วมมือกัน ร่วมกันขับเคลื่อนไป ก็จะเป็นพลัง เป็นความร่วมมือของประเทศไทย การทำงานที่ได้รับการสนับสนุนจาก สสส. เหมือนกับชีวิตผู้คน เป็นธรรมดาที่จะเผชิญอุปสรรค เผชิญวิกฤติชีวิตต่างๆ แต่มันก็ผ่านพ้นไปได้แล้วการเผชิญกับอุปสรรคก็จะทำให้แข็งแกร่งขึ้น มีความอดทนมากขึ้น แต่นี้ไปท้องฟ้าก็จะสว่างขึ้น ผมขออนุโมทนาและให้กำลังใจอีกครั้ง ในฐานะคนแก่เหมือนป้ากาญจนา (กาญจนา ประชาพิพัฒน์) ที่มาจากลำปางที่อาจจะไม่ได้อยู่เห็นถึงวันนั้น แต่ผมเห็นโครงการนี้เกิดขึ้น เห็นท่านทั้งหลาย เห็นคนหนุ่มสาวคนรุ่นใหม่เข้ามามีบทบาท เห็น สสส. ทำงานกันอย่างนี้ ผมก็สบายใจ จะอยู่เห็นหรือไม่เห็น ผมก็รู้ว่ามันเกิดขึ้นแน่ๆ จ.น่าน พะเยา ลำปาง ต้องดีขึ้นด้วยขบวนการที่เกิดขึ้นและต่อไปก็ขยายให้ครบทั้งประเทศ และเชื่อมโยงไปยังประเทศอื่น เพื่อช่วยให้เรามีโลกในอนาคต ซึ่งเป็นโลกที่มีความเจริญอย่างแท้จริง เป็นสังคมอาริยะ อันนี้ขอเป็นพรที่ให้กับท่านทั้งหลายทุกองค์กร ทุกคนด้วย

view